posttoday
‘ออมสิน’ ใจชื้น แก้หนี้ครูเริ่มเห็นผล

‘ออมสิน’ ใจชื้น แก้หนี้ครูเริ่มเห็นผล

08 ธันวาคม 2558

แนวโน้มการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูของธนาคารออมสินเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น หลังจากธนาคารได้ออกมาตรการสกัดไม่ให้เกิดหนี้เสีย

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

แนวโน้มการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูของธนาคารออมสินเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น หลังจากธนาคารได้ออกมาตรการสกัดไม่ให้เกิดหนี้เสีย โดยเปิดให้ลูกหนี้ครู 4 กลุ่มเข้ามาลงทะเบียนขอปรับโครงสร้างหนี้ ได้แก่ กลุ่มครูที่ปัญหานี้อยู่ในขั้นวิกฤต โดยลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการถูกฟ้อง ถูกดำเนินคดี กลุ่มลูกหนี้ที่ใกล้จะเกิดวิกฤต กลุ่มลูกหนี้ที่มีหนี้ค้างชำระไม่เกิน 12 งวดติดต่อกัน และกลุ่มลูกหนี้ปกติ

ทั้งนี้ การขอเข้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้ ธนาคารได้ปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2558 ที่ผ่านมา มีครูที่มีหนี้กับธนาคารออมสินมาลงทะเบียนกว่า 5.13 หมื่นราย คิดเป็นมูลหนี้รวม 7.21 หมื่นล้านบาท

ในกลุ่มลูกหนี้ที่เป็นครูจำนวนนี้ พบว่า ธนาคารออมสินได้ส่งหนังสือทวงถามผิดนัดชำระหนี้ไปแล้ว 1.3 หมื่นราย ขณะนี้มีผู้ที่ติดต่อกลับมาที่ธนาคารเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 5,000 ราย หรือประมาณ 38% ของจำนวนที่ส่งหนังสือทวงถาม

ขณะที่กลุ่มลูกหนี้ที่ถูกจับตาว่าจะมีการตกชั้นเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ในเดือน พ.ย. มีจำนวน 8,000 ล้านบาท และคาดว่าจะตกชั้นในเดือน ธ.ค. อีก 1.5 หมื่นล้านบาทนั้น กลุ่มนี้ขณะนี้มีลูกหนี้สมัครเข้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้เริ่มเข้าสู่กระบวนการ ทำให้สถานการณ์หนี้เสียของครูในช่วงก่อนสิ้นปีนี้เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาหนี้สินของครูในระยะต่อไป ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้มีการประสานความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการหารือในหลายแนวทาง และต้องศึกษาเพื่อหาข้อสรุป ได้แก่ การนำเงินบำเหน็จตกทอดมาใช้เป็นหลักประกันในการปรับโครงสร้างหนี้รอบใหม่ อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ต้องเป็นไปโดยความสมัครใจของครูผู้กู้และทายาท ในการให้ความยินยอมที่จะนำเอาบำเหน็จตกทอดมาใช้เป็นหลักประกัน เพราะหากการปรับโครงสร้างหนี้รอบนี้เกิดปัญหาขึ้น ธนาคารสามารถยืดเงินจำนวนนี้เพื่อชำระหนี้ได้

นอกจากนี้ ยังมีการหารือแนวทางความร่วมมือในการขอให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู แบ่งให้ธนาคารออมสินหักเงินเดือนของครูที่เป็นลูกหนี้เพื่อนำมาชำระหนี้ธนาคารออมสินได้ โดยหลักการ คือ ให้ดูจากสัญญาเงินกู้ว่าครูมีการดำเนินการกู้เงินจากหน่วยงานใดก่อน ถ้ากู้จากธนาคารออมสินก่อน ก็ขอให้สามารถหักเงินเดือนได้ก่อน แต่แนวทางนี้ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากสหกรณ์ เพราะภาพรวมสหกรณ์มียอดหนี้ครูรวมกันสูงถึง 7 แสนล้านบาท ขณะที่ธนาคารออมสินมียอดหนี้ครูคงค้างอยู่ที่ระดับ 4.7 แสนล้านบาท

ขณะเดียวกัน ธนาคารออมสินจะมีการเจรจากับคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ให้ดำเนินการเปลี่ยนเงื่อนไขการจ่ายเงินค่าติดตามทวงหนี้ 1% จากเดิมที่ สกสค.นำรายได้จากค่าติดตามทวงหนี้ไปหักหนี้ให้ลูกหนี้ที่ไม่ชำระค่างวดได้ก่อน ต่อไปจะเปลี่ยนเป็นให้ สกสค.สามารถนำเงินดังกล่าวมาลดดอกเบี้ยให้ครูที่มีวินัยในการชำระหนี้ มีการชำระหนี้ได้ตรงตามเวลา เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แสดงความไม่เห็นด้วยกับวิธีเอาเงินก้อนนี้มาจ่ายหนี้แทนครู เพราะเกรงว่าจะเป็นการซ่อนหนี้เสียไว้

อย่างไรก็ดี ก่อนสิ้นปีนี้ธนาคารออมสินจะต้องตั้งสำรองหนี้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านบาท เพื่อรองรับหนี้เสียของครูและหนี้ที่อาจจะตกชั้นได้ในอนาคตตามมาตรฐานการจัดชั้นหนี้ที่กำหนดไว้

ก่อนหน้านี้ ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารมียอดสินเชื่อครูรวมทั้งสิ้น 4.7 แสนล้านบาท คิดเป็นจำนวนครูที่เป็นหนี้กับธนาคาร 4.7 แสนราย ยอดสินเชื่อดังกล่าวลดลงเมื่อเทียบจากต้นปีที่ผ่านมา ที่มียอดสินเชื่อครูคงค้างอยู่ราว 5 แสนล้านบาท เนื่องจากธนาคารมีมาตรการคุมเข้มเรื่องมาตรฐานการปล่อยกู้ใหม่

สำหรับยอดหนี้เสียของครู ปัจจุบันมี 2,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.29% ส่วนลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือน มีจำนวน 1.34 หมื่นราย ที่ธนาคารได้ยื่นหนังสือทวงถามหนี้ไปแล้ว ปรากฏว่ามีผู้ติดต่อขอมาชำระหนี้แล้วกว่า 5,000 ราย

อย่างไรก็ดี แม้สถานการณ์เรื่องหนี้เสียครูของธนาคารออมสินจะดูเหมือนดีขึ้นจากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ แต่วิธีดังกล่าวทำได้เพียงการชะลอการเกิดหนี้เสียก้อนใหม่ ซึ่งยังต้องจับตาว่าปีหน้า คือปี 2559 หนี้เสียครูจะปะทุขึ้นมาอีกมากน้อยเพียงไร และธนาคารออมสินจะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอหรือไม่ แทนที่จะชะลอปัญหาเหมือนในปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน