
แบงก์ไทยแข็งปึ้กรับบาเซิล3
ธนาคารพาณิชย์ไทยเงินกองทุนเข้มแข็งรับเกณฑ์บาเซิล 3 ได้สบาย
ธนาคารพาณิชย์ไทยเงินกองทุนเข้มแข็งรับเกณฑ์บาเซิล 3 ได้สบาย
นางกิตติยา โตธนะเกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสายงาน สายงานบริหารการเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป สถาบันการเงินต้องเพิ่มระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้นอีก 2 ชั้น ตามหลักเกณฑ์บาเซล 3 เดิมที่กำหนดให้ระหว่างปี 2559-2562 ธนาคารพาณิชย์จะต้องเพิ่มการสำรองเงินทุนเพื่อรองรับผลขาดทุนในภาวะวิกฤต (Conversation Buffer) ในเงินกองทุนชั้นที่ 1 อีก 0.62%
ทั้งนี้ กฎเกณฑ์ดังกล่าวจะทำให้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง(บีไอเอส) ของธนาคารพาณิชย์ที่ต้องดำรงไว้ไม่ต่ำกว่า 9.12% จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 8.50%
สำหรับธนาคารกรุงไทยขณะนี้มีเงินกองทุนชั้นที่ 1 ระดับ 11% และเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงกว่า 15% เพียงพอตามหลักเกณฑ์ที่จะเริ่มในปีหน้าแล้ว แต่ยังต้องเตรียมความพร้อมบริหารจัดการรายได้และเงินกองทุนให้ดี เพราะในข้อกำหนดบังคับให้ใส่เงินกองทุนส่วนเพิ่มฯ ทุกปี ปีละ 0.62% จนครบ 2.50% ภายในปี 2562 อีกทั้งความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจที่จะกระทบต่ออัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ทำให้ธนาคารต้องมีต้นทุนเครดิต (เครดิตคอสต์) เพิ่มขึ้นจากการตั้งสำรองหนี้เสีย
ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งได้มีการตั้งสำรองหนี้เสียเพิ่มทุกแห่งจนสูงเกินกว่ากฎหมายที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด ทำให้ ธปท.ยืนยันตลอดเวลาว่า ธนาคารพาณิชย์ของไทยเข้มแข็ง มีความต้านทานต่อภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวได้
สำหรับอัตราส่วนสำรองหนี้เสียเทียบกับสำรองพึงกันของ ธปท. หักหลักประกันยังเพียงพอโดยอยู่ที่ระดับ 125% ทว่าธนาคารทุกแห่งทยอยตั้งสำรองหนี้เสียเพิ่มขึ้น ให้กลับขึ้นไปใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของระบบอย่างน้อยไปเท่ากับก่อนหน้านี้ที่ 120% ภายใต้ความสมดุลกับผู้ถือหุ้น
“เอ็นพีแอลของธนาคารในช่วงครึ่งปีหลังปรับเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลงแล้ว เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ของปี 2558 ที่ปรับขึ้นมามากจากลูกค้ารายย่อยและเอสเอ็มอีรายเล็ก” นางกิตติยา กล่าว







