
อาร์เอสดึง 3 เว็บ สร้างสังคมเครือข่าย แข่งเว็บต่างชาติ
8...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
กระแสการเติบโตของโลกไซเบอร์สเปซสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ใครจะคาดคิดว่าเว็บไซต์โซเชียล เน็ตเวิร์กหรือสังคมเครือข่ายอย่าง เฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ จะเติบโตได้อย่างรวดเร็วมีผู้ใช้มากกว่า 2 ล้านราย และยังเพิ่มขึ้นแบบฉุดไม่อยู่ เช่นเดียวกับ 23 ปีก่อนหน้านี้ ที่ ไฮไฟว์ ก็เคยทำได้มาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ก็เป็นเหมือนกระจกเงา สะท้อนทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดีออกมาในเวลาใกล้เคียงกัน
การรวมตัวของกลุ่มคนจำนวนมากขนาดนี้ ยังไม่นับในต่างประเทศที่มีหลายสิบล้านราย นำมาซึ่งรูปแบบใหม่ๆ ทั้งการเรียนรู้ การกระจายข้อมูล หรือแม้แต่การทำตลาดที่ต้องพัฒนาก้าวตามให้ทัน แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นด้วยคือ การพึ่งพิงระบบเครือข่ายมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทยที่พึ่งพิงเว็บไซต์สังคมเครือข่ายจากต่างประเทศเป็นหลัก นั่นหมายความว่าไทยเกือบจะไม่มีเว็บเครือข่ายลักษณะนี้อยู่เลย
ในหลายๆ ประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น มีการสร้างเว็บเครือข่ายสังคมภายในประเทศขึ้นเอง และคนในประเทศก็นิยมใช้งานมีจำนวนมากกว่าเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ด้วย
อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล ผู้อำนวยการสายงานออนไลน์บิสสิเนส บริษัท อาร์เอส กล่าวว่า จากแนวทางดังกล่าวไทยน่าจะมีเว็บไซต์เครือข่ายสังคมเป็นของตัวเองบ้าง อาร์เอสจึงได้เข้ามาทำ 3 เว็บไซต์ที่พยายามสร้างการรวมกลุ่มของวัยรุ่น เพราะเป็นกลุ่มที่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้ง่าย เรียนรู้เร็วและพร้อมจะเข้ามาใช้งาน และแน่นอนว่าแกนหลักต้องมีทั้งเรื่องความบันเทิงและการศึกษาควบคู่กันไป
เว็บไซต์แรกคือ สคูลบัซดอทคอม (www.skoolbuz.com) มีคนเข้าใช้งานประมาณ 1
–2 หมื่นคนต่อวัน แล้วแต่ว่าเป็นวันอะไร เป็นเว็บที่ผสานเรื่องการศึกษาและความบันเทิงไว้ด้วยกัน เพราะถ้าเป็นวิชาการล้วนๆ จะน่าเบื่อเด็กไม่สนใจแน่นอน แต่ถ้าบันเทิงอย่างเดียวก็ผิดคอนเซปต์“
แนวคิดเริ่มง่ายๆ ว่า เราสามารถทำงานหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน เปิดเว็บไซต์หลายๆ เว็บได้ในเวลาเดียวกัน เมื่อเราสามารถฟังเพลงไปด้วย ทำงานไปด้วยได้ ขอแค่เว็บไซต์จำนวนมากที่เด็กๆ เปิดเล่นอยู่มีสคูลบัซ ซึ่งเป็นแหล่งการเรียนรู้รวมอยู่ด้วย ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว” อาทิตย์ กล่าวส่วนเนื้อหาภายในสคูลบัซนั้น เริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า ถ้าเด็กๆ ต้องการค้นหาข้อมูลเรื่องการเรียน บางครั้งกูเกิลอาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง เพราะไม่มีการกลั่นกรอง แต่ในสคูลบัซจะมีการแชร์ข้อมูลการเรียนรู้จากเด็กนักเรียน ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 30 โรงเรียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ทดลองใช้งาน อยู่ มีการตรวจสอบข้อมูลกันเอง ที่สำคัญเครือข่ายนี้ยังดึงครูให้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้ครูตามเทคโนโลยีได้ทัน เข้ามาตรวจเนื้อหา เข้ามานำเสนอสื่อการสอนผ่านเว็บไซต์ได้
แน่นอนว่าอาร์เอสต้องการสร้างเครือข่ายสังคมออนไลน์ให้เกิดขึ้น ยิ่งเป็นเรื่องการศึกษาแล้วทำให้ได้ประโยชน์เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม หรือซีเอสอาร์ แสดงให้เห็นว่าอินเทอร์เน็ตก็มีประโยชน์ในทางการศึกษาได้ และยังเป็นการสร้างฐานข้อมูลของกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทที่เน้นวัยรุ่นอยู่แล้ว คือเป็นเหมือนห้องสมุดที่เข้ามาหาความรู้ หาสังคมและความสนุกสนานในเวลาเดียวกันได้
“
โจทย์ง่ายๆ ต้องดึงให้เด็กเข้ามา ซึ่งถ้ามีเพื่อน มีสังคมเกิดขึ้นแล้ว ตัวเว็บก็จะเดินหน้าไปเองได้ เป้าหมายต่อไปจะพยายามดึงครูเข้ามาเกี่ยวข้องให้มากขึ้น จึงมีการจัดประกวดสื่อการเรียนการสอนออนไลน์ ภายใต้ชื่อ สคูลบัซ อวอร์ด ครั้งที่ 1 ให้เด็กได้โชว์ไอเดียที่สร้างสรรค์ผลิตสื่อการสอนร่วมกับครู เปิดโอกาสให้นักเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศ อัพโหลดผลงานของตัวเองเพื่อส่งเข้าประกวดผ่านทางเว็บไซต์ ชิงรางวัลทัศนศึกษาประเทศสิงคโปร์ และของรางวัลมูลค่ากว่า 7 แสนบาท” อาทิตย์ กล่าวเว็บไซต์ต่อมาคือ เพลงดอทคอม (pleng.com) ที่จะเป็นเว็บเครือข่ายด้านดนตรีเหมือนไอทูนในต่างประเทศ เป็นดิสทริบิวเตอร์ของเพลงในอนาคต เพราะเทป ซีดี ดีวีดี จะค่อยๆ ถดถอยลงไป ซึ่งหลังเปิดตัวได้ 56 เดือนที่ผ่านมา ทำให้รูปแบบการจัดจำหน่ายหลากหลายมากขึ้น เช่น เดิมขายเป็นเพลง เป็นอัลบั้มของแต่ละศิลปินนักร้อง แต่ตอนนี้มีเหมาจ่าย 15 บาทโหลดเพลงอะไรก็ได้ 30 นาที หรือจะใช้การเช่าเพลงแบบสตรีมมิงมิวสิก ก็สามารถทำได้ ซึ่งมีผู้ใช้เข้าเป็นหลักแสนรายต่อวัน
แน่นอนว่า อาร์เอสยังมองต่อไปว่า ถ้าเป็นไปได้ เพลงดอทคอมอาจไม่ได้จำหน่ายเฉพาะเพลงของอาร์เอสเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันก็มีค่ายเล็กๆ มาจำหน่ายและแบ่งรายได้กันแล้ว ในอนาคตอาจจะจับมือกับจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ เพราะถ้ามองว่า เพลงดอทคอมเป็นร้านจำหน่ายเพลง ก็ไม่ต้องเลือกค่าย ขอแค่มีคนเข้าใช้งานก็สามารถหาเพลงได้ทั้งหมด ในทางเดียวกันหากแกรมมี่เปิดเว็บไซต์ลักษณะนี้ ก็สามารถขายเพลงของอาร์เอสได้เช่นเดียวกัน
สุดท้ายคือ เว็บไซต์ ชีซ่าดอทคอม (zheza. com) เป็นเว็บแรกสุดที่อาร์เอสเปิดให้บริการเพื่อจำหน่ายดิจิตอลคอนเทนต์ต่างๆ และกำลังผลักดันอย่างต่อเนื่อง เน้นการขายของบนเว็บไซต์ มีอวาทาร์ส่วนตัว มีร้านค้าเหมือนโลกเสมือนจริง มีคนเข้าใช้งานหลักหมื่นคนต่อวัน ถ้าเทียบแล้วจะมีลักษณะเดียวกับเว็บเซคันด์ไลฟ์ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างโลกเสมือนจริง มีสังคมอยู่ภายใน
จาก 3 เว็บไซต์ยุทธศาสตร์ แสดงให้เห็นว่าอาร์เอสมีแนวทางการพัฒนาโลกบนออนไลน์ที่ชัดเจน ซึ่งเชื่อว่าจะเห็นประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญไม่เฉพาะอาร์เอสเท่านั้นที่ได้ แต่ผู้ใช้เองถ้าเข้าไปใช้อย่างถูกวิธีก็จะได้รับประโยชน์และประสบการณ์เช่นเดียวกัน ลองคิดๆ ดูแล้วจะเห็นความสำคัญของการมีเว็บเครือข่ายที่เป็นของไทยเอง แม้แต่อีเมลที่ใช้ๆ กันอยู่ ถ้าเครื่องแม่ข่ายล่มขึ้นมา เข้าเฟซบุ๊กไม่ได้ เช็กส่งอีเมลไม่ได้ จะเสียหายขนาดไหน นี่ยังไม่รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคล ที่โดนเก็บไว้โดยเว็บไซต์ต่างประเทศด้วย







