
ชอร์ตเซลซ้ำ‘ปตท.’
ข่าวร้ายรุมเร้าหุ้นทั้งเครือร่วงCPFคุยโรดโชว์ดึงทุนนอกอื้อ
ข่าวร้ายรุมเร้าหุ้นทั้งเครือร่วงCPFคุยโรดโชว์ดึงทุนนอกอื้อ
หุ้นกลุ่ม ปตท. เดี้ยง เงินต่างชาติไม่เข้า ธุรกิจปิโตรเคมีขาลง ทำบริษัทลูกขาดทุนยับ แผนควบรวมสะดุด ถูกยืมหุ้นขายชอร์ต
หุ้นในกลุ่มบริษัท ปตท. (PTT) ถูกถล่มขายออกมารุนแรงต่อเนื่อง นำโดยบริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR) ส่งผลให้ราคาหุ้นทุกตัวในเครือลดลง ยกเว้นบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) โดยไม่ได้รับอานิสงส์จากดัชนีหุ้นทะยานปิดที่จุดสูงสุดของวัน 830.93 จุด เพิ่มขึ้น 6.52 จุด
มาร์เก็ตติง เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นที่เพิ่มขึ้นเป็นไปตามภาวะตลาดหุ้นภูมิภาค และนักลงทุนเน้นลงทุนในหุ้นที่มีรายได้อิงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและหุ้นส่งออก หลังจากกระทรวงพาณิชย์ปรับเพิ่มเป้าหมายการส่งออกปีนี้โตเป็น 19% จาก 14%
ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงาน รวมถึงหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี ยังจะต้องรอแรงซื้อจากเงินลงทุนต่างประเทศ ซึ่งยังไม่เข้ามาแรงๆ เพราะปัญหาภายในประเทศและต่างประเทศ
นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่ม ปตท. ยังถูกกระหน่ำขายไม่หยุด หลังปัญหามาบตาพุดยังไม่มีท่าทีว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ รวมถึงแผนการควบรวมกิจการบริษัทในกลุ่มส่อเลื่อนยาว แถมธุรกิจปิโตรเคมีก็ยังอยู่ในช่วงขาลง
นักลงทุนยังนิยมยืมหุ้นในกลุ่ม ปตท. มาขายล่วงหน้า (ชอร์ตเซล) เช่น ในช่วงวันที่1920 ก.ค.ที่ผ่านมา มีการชอร์ตเซลรวม 225 ล้านบาท สะท้อนภาพว่าราคาหุ้นยังมีโอกาสอ่อนลงต่อ
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต ได้แนะนำขายหุ้น PTTAR ให้ราคาเป้าหมายแค่ 20 บาท หลังจากพบผู้บริหารแล้วคาดว่าไตรมาส 2 ปีนี้บริษัทมีโอกาสขาดทุนได้ถึง 1,000 ล้านบาท หลังค่าการกลั่นรวมเหลือเพียง 2 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และแนวโน้มส่วนต่างราคาของอะโรเมติกส์ยังอ่อนแอลง เนื่องจากอุปทานใหม่จากจีนจะเข้ามาในตลาดช่วงไตรมาส 4 นี้กดดันด้วย
อย่างไรก็ตาม บล.ธนชาต ไม่ตื่นเต้นกับความล่าช้าของการควบรวมกิจการ เพราะเชื่อว่าอุตสาหกรรมที่อ่อนแอลงสุดท้ายจะกดดันให้ PTTAR และบริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) ควบรวม
ด้านหุ้นบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ยังได้รับความนิยมสูง และราคาปิดที่ระดับ 24.10 บาท บวก 0.80 บาท และมีการซื้อขายบิ๊กล็อตสูงที่สุดของวันรวม 78 ล้านบาท แบ่งเป็น CPF จำนวน 2.9 ล้านหุ้น มูลค่า 68 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 23.69 บาท และ CPFF 4 แสนหุ้น ราคาหุ้นละ 23.50 บาท เป็นเงิน 9.4 ล้านบาท
นางกอบบุญ ศรีชัย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านลงทุนสัมพันธ์ CPF กล่าวว่า บริษัทประสบความสำเร็จอย่างมากในการออกไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ในต่างประเทศในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งได้ไปโรดโชว์ที่สหรัฐใน 4 รัฐ คือ นิวยอร์ก บอสตัน ซานฟรานซิสโก และไมอามี ส่วนในยุโรปนั้นได้เดินทางพบกองทุนใน 5 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี สวีเดน และเดนมาร์ก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกองทุนที่มีกลยุทธ์ในการลงทุนระยะยาว
“กองทุนต่างให้ความสนใจในพื้นฐานและผลประกอบการที่ดีขึ้นมาก ซึ่งในปีนี้ CPF คาดว่ายอดขายจะเป็นไปตามเป้า 1.8 แสนล้านบาท จาก 1.6 แสนล้านบาท ในปี 2552”
สำหรับธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เปิดผลงานไตรมาส 2 มี กำไรสุทธิ 5,315.69 ล้านบาท เท่ากับ 1.56 บาท เพิ่มขึ้นเพียง 1.55% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 16.61% จากไตรมาสแรกปีนี้ ส่วน 6 เดือนแรกของปีนี้มีกำไรสุทธิ 11,690.41 ล้านบาท หรือเท่ากับ 3.44 บาท กำไรสุทธิขยายตัวเพียง 8.43%
ด้าน บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า SCB รายงานกำไรไตรมาส 2 ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์







