
‘ไทยยูเนี่ยนฯ’ล้มซื้อบัมเบิลบี
ฉุดรายได้ไม่ถึง5พันล้านเหรียญยอมแพ้ต่อศาลยุติธรรมสหรัฐ
ฉุดรายได้ไม่ถึง5พันล้านเหรียญยอมแพ้ต่อศาลยุติธรรมสหรัฐ
TU ล้มเลิกซื้อบัมเบิลบี ยอมแพ้ต่อกฎกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ มุ่งตลาดทวีปอเมริกาเหนือ
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) เปิดเผยว่า บริษัทได้ทำข้อตกลงเป็นที่เรียบร้อยแล้วกับบริษัท ไลอ้อน แคปิตอล ในการยินยอมร่วมกันยุติการเข้าซื้อกิจการ บริษัท บัมเบิลบี ฟู้ดส์ เจ้าของแบรนด์ บัมเบิลบี ซีฟู้ดส์ ในสหรัฐอเมริกาและมีผลยกเลิกสัญญาการซื้อขายหุ้นโดยทันที
ก่อนหน้านี้ TU ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการ บัมเบิลบี ซีฟู้ดส์ เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2557 และตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา ทั้งทาง TU และไลอ้อน แคปิตอล ได้พยายามสนับสนุนชี้แจงถึงผลดีของการซื้อขายกิจการดังกล่าวโดยละเอียดต่อกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ทาง TU และไลอ้อน แคปิตอล ได้สรุปว่าการดำเนินการดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงที่จะใช้เวลานานเกินกว่าที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายหุ้น
“เราได้ทุ่มเทเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้การอนุมัติเข้าซื้อกิจการดังกล่าว แต่ในเวลานี้เราตระหนักว่าการจะได้รับอนุมัติคงเป็นไปได้น้อย เนื่องจากความสลับซับซ้อนของกระบวนการ ดังนั้น เราจึงตัดสินใจที่จะมุ่งให้ความสำคัญต่อธุรกิจที่เรามีอยู่อย่างเต็มที่
ทั้งนี้ TU ยังคงมีความมุ่งมั่นในการทำตลาดอาหารทะเลในทวีปอเมริกาเหนือเช่นเดิมต่อไป” นายธีรพงศ์ กล่าว
ก่อนหน้านี้ นายธีรพงศ์ เคยคาดการณ์ว่า หากซื้อกิจการ บัมเบิล บี ซีฟู้ดส์ เข้ามามูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้ในไตรมาส 4 ปีนี้ จะทำให้บริษัทรับรู้รายได้จากบัมเบิลบี 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และจะทำให้รายได้ปีนี้ขึ้นไปแตะ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.8 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม รายได้ล่าสุด 9 เดือนแรกของปีนี้ของ TU ที่ 91,850 ล้านบาท หรือ 2,551 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีกำไร 4,545 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิไตรมาส 3 ที่ 1,630 ล้านบาท ลดลง 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 15% จากไตรมาส 2
ราคาหุ้น TU ร่วงลง 2.63% หรือ 0.50 บาท มาปิดที่ 18.50 บาท มากกว่าการลดลงของดัชนีหุ้นไทยที่ลดลงเพียง 0.53% หรือ 7.05 จุด มาปิดที่ 1,333.57 จุด
นายสุนทร ทองทิพย์ นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี กล่าวว่า ไม่ได้รวมธุรกรรมการซื้อบัมเบิลบีไว้ในประมาณการของ TU ตั้งแต่แรก จึงแนะนำให้ถือหุ้นนี้ โดยประมาณการรายได้ปีนี้ไว้ที่ 1.27แสนล้านบาท และกำไร 5,500 ล้านบาท
สำหรับปีหน้าคาดว่า TU จะซื้อกิจการมูลค่า 200-500 ล้านเหรียญสหรัฐ และจะมีกำไรเติบโตจากปีนี้ 22% จากยอดขายที่คาดว่าจะโต 10% จากการขยายตลาดอาหารทะเลแบบมีแบรนด์ในเอเชียและตะวันออกกลาง และอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นจากส่วนผสมผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น และสัดส่วนค่าใช้จ่ายการขายและการบริหารต่อยอดขายที่ลดลงจากการที่สามารถคุมต้นทุนได้ดีขึ้น
บล.กรุงศรีให้ราคาที่เหมาะสมปี 2559 ไว้ที่ 19.60 บาท หรือสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ที่ 13 เท่าคิดเป็นส่วนลดจากค่าเฉลี่ยในอดีตและพี/อีของหุ้นอื่นในกลุ่มถึง 18% โดยยังมีความกังวลเกี่ยวกับการทำประมงผิดกฎหมายของสหภาพยุโรป (อียู)
ด้านราคาหุ้น TU วันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา ปรับตัวลง 0.50 บาท คิดเป็น 2.63% มาปิดที่ระดับ 18.50 บาท







