
‘เจริญ’เล็งประมูลคาร์ฟูร์
หวังกวาดรวด60สาขา3ปท. ใช้เบอร์ลี่ยุคเกอร์หัวหอกลุย
โพสต์ทูเดย์ — เจ้าสัวเจริญดันเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ประมูลห้างคาร์ฟูร์ในไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เติมเต็มธุรกิจค้าปลีก พร้อมบุกตลาดอาเซียน หวังเติบโต 10% ทุกปี
นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (บีเจซี) ผู้ดำเนินธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ 1 ใน 5 กลุ่มธุรกิจของเครือ ที.ซี.ซี. กรุ๊ป ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์บริษัทนับจากนี้จะขยายธุรกิจผ่านกลยุทธ์การควบรวมกิจการ (เอ็มแอนด์เอ) ในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง จากปัจจุบันบริษัทดำเนิน 5 ธุรกิจหลัก คือ 1.กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต 2.กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (คอนซูเมอร์ โปรดักต์) 3.กลุ่มเวชภัณฑ์ 4.กลุ่มสินค้าทางเทคนิค และ 5.กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ
ทั้งนี้ บริษัทสนใจพิจารณาร่วมประมูลเข้าซื้อกิจการห้างค้าปลีกคาร์ฟูร์ใน 3 ประเทศ คือ ไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย รวมกันไม่ต่ำกว่า 60 สาขา จากผู้บริหารค้าปลีกขนาดใหญ่ประเทศฝรั่งเศส เพื่อเติมเต็มสายธุรกิจของบริษัทให้ครบวงจร ที่บริษัทยังขาดในส่วนธุรกิจปลายน้ำ คือช่องทางการขาย หลังจากที่มีธุรกิจต้นน้ำ คือการผลิตสินค้า ธุรกิจกลางน้ำ ด้านวัตถุดิบการกระจายสินค้าไปแล้ว ซึ่งบริษัทได้รับการติดต่อจากคาร์ฟูร์เพื่อร่วมประมูลกับผู้สนใจรายอื่นๆ ซึ่งมีความเป็นไปได้และไม่ได้เท่าๆ กัน
สำหรับแผนการลงทุนปีนี้บริษัทเตรียมงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 300400 ล้านบาท ขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ในประเทศเวียดนาม โดยเฉพาะด้านช่องทางการกระจายสินค้าและการขายสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงการลงทุนโรงงานผลิตกระดาษชำระ (ทิชชู) และโรงงานขนมขบเคี้ยว (สแน็ก) ในประเทศดังกล่าว โดยเฉพาะในเวียดนามใต้ที่มีศักยภาพการลงทุนสูง เพื่อใช้เป็นประตูสู่การทำตลาดในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) หลังที่มีการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน(อาฟตา) โดยมีจำนวนกลุ่มผู้บริโภครวมกันกว่า 600 ล้านคน
ล่าสุดได้เข้าซื้อกิจการมาลายากล๊าส โปรดักส์ ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วของบริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ โฮลดิ้ง บีเอชดี ด้วยงบกว่า 221.7 ล้านเหรียญสหรัฐ จากก่อนหน้าบริษัทร่วมทุนกับบริษัทโอเว่นอิลลินอยส์ อิงค์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วรายใหญ่ในโลกไปแล้ว
ทั้งนี้ การเข้าสู่กิจการมาลายากล๊าสเพื่อขึ้นเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้วขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ ด้วยการเป็นเจ้าของโรงงานผลิตแก้วในประเทศไทย ที่สระบุรี มณฑลเสฉวน จีน และมาเลเซีย รวม 5 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมกันไม่ต่ำกว่า 3,300 ตันต่อวัน
ขณะที่งบลงทุนปกติด้านเครื่องจักร บริษัทวางไว้ที่ประมาณ 7001,000 ล้านบาท ไม่รวมงบการลงทุนด้านการควบรวมกิจการในโครงการอื่นๆ ซึ่งจากการขยายการลงทุนในตลาดต่างประเทศ บริษัทตั้งเป้าผลตอบแทนจากการลงทุน (ไออาร์อาร์) ไม่ต่ำกว่า 10% โดยปี 2552 บริษัทมียอดขายรวมประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายในต่างประเทศ 56% พร้อมตั้งเป้ารายได้จากการส่งออกเพิ่มเป็น 50% ในอนาคต และวางเป้ารายได้เติบโตต่อปีเฉลี่ย 10%







