
ผ่าโอกาสลงทุนเมียนมา
เมียนมาเป็นตลาดใหม่ที่ผู้ประกอบการทุกประเภทธุรกิจต้องการเข้าไปบุกตลาด เพื่อจับจองพื้นที่ว่างในใจผู้บริโภคที่มีจำนวนมากและมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวสูงถึง 8%
เมียนมาเป็นตลาดใหม่ที่ผู้ประกอบการทุกประเภทธุรกิจต้องการเข้าไปบุกตลาด เพื่อจับจองพื้นที่ว่างในใจผู้บริโภคที่มีจำนวนมากและมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวสูงถึง 8%
วิชัย แก่นระหงษ์ ที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง กล่าวว่า การค้าระหว่างไทยกับเมียนมาขยายตัวต่อเนื่องตลอด 14 ปี หรือเฉลี่ยเติบโต 13% ต่อปี มีมูลค่าการซื้อขายอย่างเป็นทางการในปีที่แล้วอยู่ที่ 4,200 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย 10 จังหวัดชายแดนไทยที่ติดกับเมียนมา มี 4 จังหวัดที่มีมูลค่าค้าขายสูงสุด คือ จ.เชียงราย (แม่สาย) จ.ตาก แม่สอด-เมียวดี กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์ (ด่านสิงขร)
สำหรับสินค้า 3 ประเภท ที่ส่งเข้ามายังเมียนมาสูงสุด คือ 1.น้ำมันรถยนต์ 2.เครื่องสำอาง และ 3.เครื่องดื่ม โดยกลุ่มเครื่องดื่มเติบโตถึง 20% ทั้งกลุ่มน้ำผลไม้ นม ชาพร้อมดื่ม ฯลฯ มีแบรนด์ที่ลงทุนตั้งโรงงานที่เมียนมาแล้ว เช่น ดัชมิลล์ ที่มัณฑะเลย์ เพิ่งเปิดเมื่อกลางปี 2558 ที่ผ่านมา ส่วนเครื่องดื่มหลายแบรนด์ ใช้วิธีมาเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใหม่ตามเมืองสำคัญต่างๆ ในเมียนมาแล้วค่อยกระจายไปทั่วประเทศ
ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คนเมียนมามีรายได้มากขึ้น จากการลงทุนต่างประเทศสูงขึ้น โดยปี 2555 มีมูลค่าลงทุนสะสม 4,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนปี 2558 (ตัวเลข ณ สิ้นเดือน ก.ย.) ลงทุนสะสมเพิ่มเป็น 5,700 ล้านเหรียญสหรัฐ การลงทุน 3 อันดับแรก คือ 1.พลังงาน 2.น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และ 3.โรงงาน เช่น สิ่งทอ อาหารพร้อมทาน ฯลฯ
ปัจจุบันนักลงทุนชาวจีนเป็นเบอร์หนึ่งในการลงทุน ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมก่อสร้างและพลังงาน ส่วนไทยเคยเป็นเบอร์สอง และเป็นเบอร์สามในปีนี้ เพราะไม่ค่อยมาลงทุนจริงจัง เพราะนักลงทุนไทยให้ความสำคัญกับการครอบครองที่ดิน ซึ่งอาจเป็นประเด็นที่ยังมีข้อจำกัดของเมียนมา ทำให้ไทยลงทุนไม่สูงมากเมื่อเทียบกับนักลงทุนชาติอื่น
อย่างไรก็ตาม กฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุนในเมียนมายืดหยุ่นกว่าในอดีต เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางการลงทุน ให้ยกเว้นภาษีการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ 5 ปี เช่าที่ดินเพื่อการลงทุน 70 ปี ขยายเวลาจากในอดีตอยู่ที่ 60 ปี ซึ่งเพิ่งปรับเปลี่ยนประมาณปี 2555 โดยกฎหมายแม่บทเกี่ยวกับการร่วมทุนระหว่างนักลงทุนต่างชาติ ยืดหยุ่นให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นได้สูงสุดถึง 80% แต่ก็มีธุรกิจต้องห้าม 12 ประเภท โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางการทหาร
ขณะที่ธุรกิจค้าปลีก ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีความน่าสนใจมาก เพราะการค้าขายที่เติบโตมาก และสินค้า 80% เป็นสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยตลาดค้าปลีกในเมียนมายังคงเป็นรูปแบบดั้งเดิมหรือโชห่วย 90% ส่วนอีก 10% เป็นโมเดิร์นเทรด เริ่มมีห้างสรรพสินค้า ส่วนใหญ่เป็นของท้องถิ่น เพราะยังไม่อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง
ทั้งนี้ กลุ่มค้าปลีกจากไทยให้ความสนใจ แต่สัญญาการเช่าที่ดินยังไม่ลงตัว อย่างกลุ่มเซ็นทรัลที่สนใจมานาน แต่ไม่มั่นใจเรื่องผลประโยชน์จากการใช้ที่ดิน จึงยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่ราคาที่ดินสูงมาก ปัจจุบันค่าเช่าที่ดินสูงสุดอยู่ที่ 2 ล้านบาท/ตร.ว. (ถือว่าสูงมาก หากเทียบกับเมืองไทย) ซึ่งปรับขึ้นมา 3 เท่าจากปี 2556 และปีที่แล้วก็ปรับอีก 3 เท่าตัว
โรงแรม ถือว่าเป็นธุรกิจที่เติบโตมากๆ เป็นอันดับแรกๆ ของการเปิดประเทศ ปัจจุบันเติบโตช้าลง และงานก่อสร้างยังต้องพึ่งพาวัสดุก่อสร้างจากไทย แต่ก็ยังมีการลงทุนโรงแรมใหม่ๆ ต่อเนื่อง โดยเฉพาะมีการดึงเชนโรงแรมระดับ 5-6 ดาว เข้ามาบริหาร เช่น เชนโรงแรมสยาม เคมปินสกี้ เพิ่งเปิดที่กรุงเนย์ปิดอว์
ขณะที่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและแปรรูปอาหารของไทย มีโอกาสในการลงทุนมาก แต่เบื้องต้นยังไม่สามารถตั้งโรงงานผลิตสินค้าได้ การลงทุนหลักๆ จะอยู่ที่เมืองย่างกุ้ง เพราะพร้อมมากที่สุดในด้านคมนาคม ถนน ไฟฟ้าและท่าเรือ ถนนในเมียนมาส่วนใหญ่ยังต้องพัฒนา เพราะอายุมากกว่า 10 ปี
ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติมองการลงทุนในเมียนมาเป็น 3 ระยะ คือ 1.ตั้งโรงงานตามชายแดนของไทย ใช้วัตถุดิบและแรงงานฝั่งเมียนมา เพราะค่าแรงถูกมาก 3,600 จ๊าด/วัน ช่วยลดต้นทุนได้มาก 2.ถ้ามีความพร้อมด้านสาธารณูปโภค จะขยับเข้าฝั่งเมียนมา แต่จะยังอยู่บริเวณชายแดน และ 3.ขยายมายังเขตโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมย่างกุ้ง เพื่อรับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี โดยปัจจุบันการลงทุนในระยะที่ 1 มีมากที่สุด แต่ก็เริ่มมีระยะที่ 2 ส่วนระยะที่ 3 เป็นการก้าวกระโดด
“นักลงทุนต่างชาติ มองการลงทุนในเมียนมาเพื่อใช้เป็นฐาน แต่นักลงทุนไทยมองแค่จะช่วงชิงตลาดในเมียนมา ซึ่งควรมองภาพใหญ่กว่านั้น แล้วใช้เมียนมาเป็นฐานส่งไปยุโรป รวมทั้งได้สิทธิประโยชน์ จีเอสพี เป็นโอกาสของผู้ส่งออกไทย และมีพื้นที่ติดกับอีก 5 ประเทศ เช่น จีน อินเดีย บังกลาเทศ ไทยและลาว”
เมียนมาถือเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายของอาเซียนที่ทำให้ออกสู่ทะเลอินเดียได้ การเติบโตของเมียนมา ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายประการ จะมีตลาดหลักทรัพย์ย่างกุ้งภายในสิ้นปี 2558 มีโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ห่างจากย่างกุ้ง 25 กม. และจะมีดิจิทัลทีวีภายปีนี้ ทั้งหมดล้วนเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ตื่นตาตื่นใจ







