
เอสเอ็มอีมุ่งดิจิทัล ดันธุรกิจเครือข่ายโต
จากหลายปัจจัยที่เข้ามาสนับสนุนในภาพรวม ทั้งนโยบายภาครัฐ เศรษฐกิจดิจิทัล และการลงทุนของภาคเอกชนด้านโครงข่ายโทรคมนาคม 4จี ในปีหน้า ที่จะผลักดันการทำงานภายในหน่วยงานองค์กรธุรกิจ รวมถึงเอสเอ็มอีไทยต่างหันมาลงทุนด้านเทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เริ่มต้นทำธุรกิจ (สตาร์ทอัพ) หน้าใหม่
จากหลายปัจจัยที่เข้ามาสนับสนุนในภาพรวม ทั้งนโยบายภาครัฐ เศรษฐกิจดิจิทัล และการลงทุนของภาคเอกชนด้านโครงข่ายโทรคมนาคม 4จี ในปีหน้า ที่จะผลักดันการทำงานภายในหน่วยงานองค์กรธุรกิจ รวมถึงเอสเอ็มอีไทยต่างหันมาลงทุนด้านเทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เริ่มต้นทำธุรกิจ (สตาร์ทอัพ) หน้าใหม่
ปิยมาศ สาตรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไซเซล (ไทยแลนด์) ผู้ให้บริการวางระบบเครือข่าย กล่าวว่า ตลาดเครือข่าย (เน็ตเวิร์กกิ้ง) ของไทยในปีนี้คาดมีมูลค่ารวมครอบคลุมทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 4.6 หมื่นล้านบาท และในปีหน้าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1-2% จากปัจจัยสำคัญ การตื่นตัวของผู้ใช้งานในกลุ่มองค์กรธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจสตาร์ทอัพไทยรุ่นใหม่ ที่จะตัดสินใจใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการทำงานธุรกิจในทันที ซึ่งยังไม่รวมถึงการทยอยปรับตัวของเอสเอ็มอีรายเดิม ที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2.7 ล้านราย
ขณะเดียวกัน ยังพบว่าสตาร์ทอัพ หรือผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เตรียมนำเทคโนโลยีการวางระบบเครือข่ายเข้ามาใช้ภายในองค์กรได้ จะเข้ามาช่วยให้ธุรกิจต่างๆ ทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งแม้ว่าจะไม่สามารถระบุเป็นตัวเลขของค่าใช้จ่ายที่ลดลง แต่จะมีความชัดเจนด้านประสิทธิภาพในการทำงาน ต่างจากในอดีตที่อาจควบคุมการใช้งานอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้งานในองค์กรได้ยาก
จากแนวโน้มดังกล่าวที่กำลังเกิดขึ้นในไทย ทำให้บริษัทแม่ในประเทศไต้หวันมองเห็นโอกาสสำคัญในการทำตลาดผู้ให้บริการโซลูชั่นเครือข่ายคอมพิวเตอร์สำหรับลูกค้าธุรกิจเชิงพาณิชย์ (คอมเมอร์เชียล) ในไทยเช่นกัน จากก่อนหน้ามุ่งทำตลาดหลักกับผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคม (โอเปอเรเตอร์) ในกลุ่มสินค้าอุปกรณ์ต่างๆ อาทิ เกตเวย์ เราเตอร์ เอพี ไปจนถึงโซลูชั่นสำหรับลูกค้าองค์กร โดยวางกลยุทธ์การทำธุรกิจในรูปแบบ หรือบิซิเนส โมเดล เดียวกับไซเซล สาขาในยุโรปที่ปัจจุบันมียอดขายสูงสุดไม่ต่ำกว่า 40%
“การเติบโตของไซเซลในภูมิภาคยุโรป ส่วนหนึ่งมาจากการวางกลยุทธ์การเติบโตแบบมีส่วนร่วมไปพร้อมกับกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอียุโรปที่มีจำนวนมาก และต่างต้องการปรับตัวทางธุรกิจจากการใช้เทคโนโลยีและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้สะดวกขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการทำการค้าตามกระแสโลก” ปิยมาศ เสริม
ในอนาคต มองว่าธุรกิจเอสเอ็มอีไทยจะต้องมีความฉลาดมากขึ้น จากการนำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกับการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มต้นจากการจัดสรรแบนด์วิดท์อินเทอร์เน็ตให้กับผู้ใช้งานแต่ละแผนกที่มีความสำคัญตามลำดับ เช่น จำนวนการใช้งานอินเทอร์เน็ตในองค์กรที่มีอยู่ 30 Mbps ในส่วนของระดับบริหารอาจได้รับการใช้งานอินเทอร์เน็ตอยู่ที่ 10 Mbps จากนั้นในส่วนของแผนกงานอื่น อย่างบัญชี จัดซื้อ ฯลฯ ก็จะได้รับแบนด์วิดท์อินเทอร์เน็ตตามความเหมาะสม ต่างจากในอดีตที่การใช้งานอินเทอร์เน็ตองค์กรจะปล่อยการใช้งานกระจายออกมาหมด และที่สำคัญยังเข้ามาตรวจสอบให้มีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย
ขณะที่ปัจจุบัน บริษัทให้บริการโซลูชั่นเครือข่ายอุปกรณ์พื้นฐาน สำหรับธุรกิจแต่ละขนาดมีความต้องการการใช้งานแตกต่างกันไป เช่น ติดตั้งเกตเวย์ 1 ตัว ก็สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ อย่างโน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือสมาร์ทโฟน เป็นต้น ที่ยังจะเป็นจุดเริ่มต้นอินเทอร์เน็ตของทุกสิ่ง (อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์) ในอนาคตอีกด้วย
พร้อมอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างอัตราค่าบริการโซลูชั่นผลิตภัณฑ์เพื่อให้มีความเหมาะสมกับธุรกิจเอสเอ็มอีตั้งแต่เริ่มต้นกิจการไปจนถึงธุรกิจที่มีขนาดไม่เกิน 20 คน ให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในราคาเริ่มต้นไม่ถึง 5 หมื่นบาท โดยบริษัทจะทำงานร่วมกับพันธมิตรธุรกิจในไทย ทั้งตัวแทนจำหน่ายในไทย 2 ราย ในการทำตลาดเชิงรุกขยายไปยังกลุ่มเป้าหมายสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีมากขึ้น นอกเหนือจากพันธมิตรตัวแทนขาย (ดีลเลอร์) ที่มีอยู่กว่า 1,000 รายในไทย
ส่วนการเข้ามาของเทคโนโลยี 4จี ในปีหน้า บริษัทมองว่าจะเข้ามาช่วยเสริมการทำงานของธุรกิจเอสเอ็มอีผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ บนสมาร์ทโฟนให้สามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลาได้เร็วขึ้น นอกจากการทำงานในสำนักงานที่มีระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นโครงสร้างพื้นฐานปกติ







