posttoday
บลจ.อเบอร์ดีนชี้หุ้นไทยยังน่าลงทุน

บลจ.อเบอร์ดีนชี้หุ้นไทยยังน่าลงทุน

02 ธันวาคม 2558

อเบอร์ดีนมองหุ้นไทยยังน่าลงทุน ชี้นักลงทุนต่างชาติยังหวั่นบาทอ่อนฉุดกำไร

อเบอร์ดีนมองหุ้นไทยยังน่าลงทุน ชี้นักลงทุนต่างชาติยังหวั่นบาทอ่อนฉุดกำไร

นายอดิเทพ วรรณพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน เปิดเผยว่า หากเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค ตลาดหุ้นไทยยังน่าลงทุน เนื่องจากราคาต่อกำไร (P/E) ราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) และภาระหนี้ต่ำ ในขณะที่ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) และอัตราเงินปันผลค่อนข้างสูง

“แม้ว่าภาพการลงทุนโดยรวมของตลาดหุ้นไทยยังคงผันผวนเนื่องจากปัจจัยลบจากต่างประเทศ แต่ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจในมุมมองของอเบอร์ดีนและนักลงทุนสถาบันต่างประเทศที่เน้นลงทุนระยะยาว ปัจจุบันราคาหุ้นไทยอยู่ที่ 13.2 เท่าของกำไรปี 2558 และ 12.5 เท่าของกำไรในปี 2559 ในขณะที่อัตราเงินปันผลอยู่ที่ 3.9%” นายอดิเทพ กล่าว

นอกจากนี้ นายอดิเทพ กล่าวอีกว่า ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารปรับลดลงมาจนอยู่ในระดับที่น่าสนใจ เนื่องจากความกังวลต่อปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพและการตั้งสำรองเพิ่มมากขึ้น แต่ในระยะยาวหุ้นกลุ่มธนาคารยังคงสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนดีต่อเนื่อง จึงเหมาะที่จะเพิ่มน้ำหนักการลงทุน รวมทั้งกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มยานยนต์ และอุปโภคบริโภค

อย่างไรก็ตาม นายอดิเทพ กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงสำหรับตลาดหุ้นไทยในปี 2559 คือ ค่าเงินบาทที่ยังอยู่ในทิศทางอ่อนค่า ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังคงกังวลที่จะเข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพราะมีโอกาสที่จะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

“ปีนี้กองทุนอเบอร์ดีนหุ้นระยะยาว (ABLTF) และกองทุน อเบอร์ดีน สมาร์ท แคปปิตอล เพื่อการเลี้ยงชีพ (ABSC-RMF) เริ่มลงทุนในธนาคารกรุงเทพ (BBL) โดยโยกมาจากการขายธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และไทยพาณิชย์ (SCB) ที่ทำกำไรได้ดีในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งลดน้ำหนักการลงทุนในโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นสูงมาก และนำเงินไปทยอยซื้อหุ้นที่พื้นฐานดีแต่ราคาปรับลดลงมา เช่น ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP)” นายอดิเทพ กล่าว

นายอดิเทพ ยังกล่าวว่า ค่าใช้จ่ายของ ABLTF และ ABSC-RMF เฉลี่ย 1.94% ต่ำกว่ากองทุนอื่นๆ ซึ่งเป็นผลดีกับผลตอบแทนของกองทุนในระยะยาว

นายพงศ์ธาริน ทรัพยานนท์ หัวหน้าการลงทุนตราสารหนี้ประเทศไทย บลจ.อเบอร์ดีน คาดว่า ในปี 2559 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวระหว่าง 3.5-3.7% โดยปัจจัยเสี่ยงที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป โดยหากยังคงติดลบต่อเนื่องจะส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากประชาชนจะชะลอการบริโภค

นายพงศ์ธาริน กล่าวว่า รัฐบาลไทยยังสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายการคลังได้อย่างต่อเนื่อง เพราะภาระหนี้ภาครัฐอยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะไม่ลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก

“แต่ปัจจัยเสี่ยงจากภายนอก คือ การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งหากใน 6 เดือนข้างหน้าไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยไม่ว่าด้วยสาเหตุอะไรก็ตามจะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอีก ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก” นายพงศ์ธาริน กล่าว

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน