
เน้นหุ้น Laggard ยามตลาดไร้ทิศทาง
ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังรอการประชุมของธนาคารกลางหลักๆ โดยการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 3 ธ.ค. 2558 ตลาดมีความคาดหวังว่า ECB จะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะการขยายขนาดวงเงิน QE มากกว่าเดิมที่ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน รวมถึงขยายระยะเวลาโครงการออกไปจากเดิมที่จะสิ้นสุดเดือน ก.ย. 2559 ฝ่ายวิจัยประเมินว่าหาก ECB มีการออกมาตรการเพิ่มดังกล่าวจริง จะเป็น Sentiment เชิงบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลก แต่น่าจะเป็นเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น เนื่องจากมาตรการ QE ของยุโรปมีการจำกัดขอบเขตและเงื่อนไขให้เม็ดเงินกระจุกแต่ในยุโรป ผลจาก Euro Carry-Trade ที่จะเอื้อประโยชน์ไปยังสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกคาดว่าจะไม่เกิดขึ้น
ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังรอการประชุมของธนาคารกลางหลักๆ โดยการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 3 ธ.ค. 2558 ตลาดมีความคาดหวังว่า ECB จะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะการขยายขนาดวงเงิน QE มากกว่าเดิมที่ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน รวมถึงขยายระยะเวลาโครงการออกไปจากเดิมที่จะสิ้นสุดเดือน ก.ย. 2559 ฝ่ายวิจัยประเมินว่าหาก ECB มีการออกมาตรการเพิ่มดังกล่าวจริง จะเป็น Sentiment เชิงบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลก แต่น่าจะเป็นเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น เนื่องจากมาตรการ QE ของยุโรปมีการจำกัดขอบเขตและเงื่อนไขให้เม็ดเงินกระจุกแต่ในยุโรป ผลจาก Euro Carry-Trade ที่จะเอื้อประโยชน์ไปยังสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกคาดว่าจะไม่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่มีผลต่อตลาดมากที่สุดช่วงนี้คือผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ หรือ FOMC ในวันที่ 15-16 ธ.ค. 2558 ตลาดเชื่อไปแล้วว่า Fed จะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกหลังจากที่ใช้ดอกเบี้ยในระดับต่ำ 0-0.25% มานานกว่า 6 ปี จากการคำนวณความน่าจะเป็นที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค. ด้วย Fed Fund Futures ปรากฏว่าปรับพุ่งขึ้นมาที่ 72% เพิ่มจากสัปดาห์ที่แล้วที่ 66% ส่วนความน่าจะเป็นที่จะขึ้นในเดือน ม.ค. 2559 ก็ปรับพุ่งมาถึง 75% และเดือน มี.ค. 2559 ที่ 87.2% และจากผลสำรวจของ Bloomberg ต่อนักเศรษฐศาสตร์จำนวน 72 คน พบว่า 60 คนที่คาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.นี้
คาดว่าในช่วงต้นเดือน ธ.ค. 2558 ตลาดเงิน ตลาดทุน ทั่วโลกน่าจะมีการเคลื่อนไหวที่ผันผวนระดับหนึ่ง แต่ไม่น่าจะถึงขั้นเหวี่ยงรุนแรง เนื่องจากตลาดรับรู้ประเด็นดังกล่าวไปเยอะมากแล้ว
หันมาดูด้านตลาดหุ้นไทยกันบ้าง มูลค่าการซื้อขายยังคงอยู่ในระดับต่ำ เฉลี่ยทั้งสัปดาห์อยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาท/วัน ถือว่าน้อยหากเทียบกับมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยปี 2558 ที่ 4 หมื่นล้านบาท/วัน สะท้อนว่าตลาดขาดแคลนปัจจัยดึงดูดใหม่ๆ โดยเฉพาะปัจจัยเชิงบวกที่จะกระตุ้นให้มีเม็ดเงินใหม่ๆ เข้าตลาด อย่างไรก็ตามตลาดก็ไม่ได้มีปัจจัยกดดันหนักๆ ที่จะมีผลถึงขนาดต้องทำให้ดัชนี SET Index ปรับลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในความเป็นจริงดัชนีจะลงค่อนข้างยาก เพราะว่าถ้าเกิดการปรับลดลงแรงๆ ก็จะมีแรงซื้อ LTF เข้าช่วยอุ้มไว้เสมอ กล่าวโดยสรุปภายใต้สภาวะแบบนี้จะทำให้ดัชนีเคลื่อนไหวขึ้นลงในกรอบแคบ และการเคลื่อนไหวของการซื้อขายจะเป็นไปในลักษณะสลับกลุ่มลงทุนวนไปเรื่อยๆ โดยจะเห็นได้จากกลุ่มที่ขึ้นมาโดดเด่นในช่วงวันที่ 1-24 พ.ย. 2558 อย่างท่องเที่ยว ขนส่งทางอากาศ การเงินส่วนบุคคล ถูกขายทำกำไรออกมา และกลุ่มที่ขึ้นช้าในช่วงครึ่งแรกของเดือน พ.ย. อย่างค้าปลีก ธนาคาร กลับเริ่มปรับเพิ่มขึ้นมานำตลาด
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าการหมุนกลุ่มลงทุนสลับจากแพงมาถูก จะอยู่กับตลาดต่อไปอีกซักพักจนกว่าตลาดจะมีปัจจัยขับเคลื่อนใหม่ๆ ที่โดดเด่นมากพอ กลยุทธ์การลงทุนหาก SET Index ลงมาทดสอบ 1,350 จุด ซึ่ง PER ปี 2559 จะลงมาเหลือ 13.2x จะเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าสะสม แต่ให้เน้นไปที่การเลือกหุ้น Laggard ที่น่าจะเป็นเป้าหมายในการย้ายเงินลงทุน ฝ่ายวิจัยเลือกกลุ่มค้าปลีก ROBINS, HMPRO กลุ่มอสังหาฯ SPALI และกลุ่มธนาคาร BBL, TCAP







