posttoday
เน้นหุ้น Laggard ยามตลาดไร้ทิศทาง

เน้นหุ้น Laggard ยามตลาดไร้ทิศทาง

30 พฤศจิกายน 2558

ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังรอการประชุมของธนาคารกลางหลักๆ โดยการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 3 ธ.ค. 2558 ตลาดมีความคาดหวังว่า ECB จะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะการขยายขนาดวงเงิน QE มากกว่าเดิมที่ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน รวมถึงขยายระยะเวลาโครงการออกไปจากเดิมที่จะสิ้นสุดเดือน ก.ย. 2559 ฝ่ายวิจัยประเมินว่าหาก ECB มีการออกมาตรการเพิ่มดังกล่าวจริง จะเป็น Sentiment เชิงบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลก แต่น่าจะเป็นเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น เนื่องจากมาตรการ QE ของยุโรปมีการจำกัดขอบเขตและเงื่อนไขให้เม็ดเงินกระจุกแต่ในยุโรป ผลจาก Euro Carry-Trade ที่จะเอื้อประโยชน์ไปยังสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกคาดว่าจะไม่เกิดขึ้น

ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังรอการประชุมของธนาคารกลางหลักๆ โดยการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 3 ธ.ค. 2558 ตลาดมีความคาดหวังว่า ECB จะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะการขยายขนาดวงเงิน QE มากกว่าเดิมที่ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน รวมถึงขยายระยะเวลาโครงการออกไปจากเดิมที่จะสิ้นสุดเดือน ก.ย. 2559 ฝ่ายวิจัยประเมินว่าหาก ECB มีการออกมาตรการเพิ่มดังกล่าวจริง จะเป็น Sentiment เชิงบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลก แต่น่าจะเป็นเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น เนื่องจากมาตรการ QE ของยุโรปมีการจำกัดขอบเขตและเงื่อนไขให้เม็ดเงินกระจุกแต่ในยุโรป ผลจาก Euro Carry-Trade ที่จะเอื้อประโยชน์ไปยังสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกคาดว่าจะไม่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่มีผลต่อตลาดมากที่สุดช่วงนี้คือผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ หรือ FOMC ในวันที่ 15-16 ธ.ค. 2558 ตลาดเชื่อไปแล้วว่า Fed จะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกหลังจากที่ใช้ดอกเบี้ยในระดับต่ำ 0-0.25% มานานกว่า 6 ปี จากการคำนวณความน่าจะเป็นที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค. ด้วย Fed Fund Futures ปรากฏว่าปรับพุ่งขึ้นมาที่ 72% เพิ่มจากสัปดาห์ที่แล้วที่ 66% ส่วนความน่าจะเป็นที่จะขึ้นในเดือน ม.ค. 2559 ก็ปรับพุ่งมาถึง 75% และเดือน มี.ค. 2559 ที่ 87.2% และจากผลสำรวจของ Bloomberg ต่อนักเศรษฐศาสตร์จำนวน 72 คน พบว่า 60 คนที่คาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.นี้

คาดว่าในช่วงต้นเดือน ธ.ค. 2558 ตลาดเงิน ตลาดทุน ทั่วโลกน่าจะมีการเคลื่อนไหวที่ผันผวนระดับหนึ่ง แต่ไม่น่าจะถึงขั้นเหวี่ยงรุนแรง เนื่องจากตลาดรับรู้ประเด็นดังกล่าวไปเยอะมากแล้ว

หันมาดูด้านตลาดหุ้นไทยกันบ้าง มูลค่าการซื้อขายยังคงอยู่ในระดับต่ำ เฉลี่ยทั้งสัปดาห์อยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาท/วัน ถือว่าน้อยหากเทียบกับมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยปี 2558 ที่ 4 หมื่นล้านบาท/วัน สะท้อนว่าตลาดขาดแคลนปัจจัยดึงดูดใหม่ๆ โดยเฉพาะปัจจัยเชิงบวกที่จะกระตุ้นให้มีเม็ดเงินใหม่ๆ เข้าตลาด อย่างไรก็ตามตลาดก็ไม่ได้มีปัจจัยกดดันหนักๆ ที่จะมีผลถึงขนาดต้องทำให้ดัชนี SET Index ปรับลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในความเป็นจริงดัชนีจะลงค่อนข้างยาก เพราะว่าถ้าเกิดการปรับลดลงแรงๆ ก็จะมีแรงซื้อ LTF เข้าช่วยอุ้มไว้เสมอ กล่าวโดยสรุปภายใต้สภาวะแบบนี้จะทำให้ดัชนีเคลื่อนไหวขึ้นลงในกรอบแคบ และการเคลื่อนไหวของการซื้อขายจะเป็นไปในลักษณะสลับกลุ่มลงทุนวนไปเรื่อยๆ โดยจะเห็นได้จากกลุ่มที่ขึ้นมาโดดเด่นในช่วงวันที่ 1-24 พ.ย. 2558 อย่างท่องเที่ยว ขนส่งทางอากาศ การเงินส่วนบุคคล ถูกขายทำกำไรออกมา และกลุ่มที่ขึ้นช้าในช่วงครึ่งแรกของเดือน พ.ย. อย่างค้าปลีก ธนาคาร กลับเริ่มปรับเพิ่มขึ้นมานำตลาด

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าการหมุนกลุ่มลงทุนสลับจากแพงมาถูก จะอยู่กับตลาดต่อไปอีกซักพักจนกว่าตลาดจะมีปัจจัยขับเคลื่อนใหม่ๆ ที่โดดเด่นมากพอ กลยุทธ์การลงทุนหาก SET Index ลงมาทดสอบ 1,350 จุด ซึ่ง PER ปี 2559 จะลงมาเหลือ 13.2x จะเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าสะสม แต่ให้เน้นไปที่การเลือกหุ้น Laggard ที่น่าจะเป็นเป้าหมายในการย้ายเงินลงทุน ฝ่ายวิจัยเลือกกลุ่มค้าปลีก ROBINS, HMPRO กลุ่มอสังหาฯ SPALI และกลุ่มธนาคาร BBL, TCAP

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร