
ทีวีปีหน้าเริ่มฟื้นตัว
พานาฯ ชี้ตลาดทีวีปีหน้าเริ่มคึก ได้กีฬาโอลิมปิกช่วยดันยอด ด้านไทยฮาเบลส่งแบรนด์ อัลทรอน ชิงแชร์
พานาฯ ชี้ตลาดทีวีปีหน้าเริ่มคึก ได้กีฬาโอลิมปิกช่วยดันยอด ด้านไทยฮาเบลส่งแบรนด์ อัลทรอน ชิงแชร์
นายฮิเดคาสึ อิโตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค ซิว เซลส์ (ประเทศไทย) ผู้ดำเนินธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าพานาโซนิค เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดทีวีมูลค่า 3.1 หมื่นล้านบาท ในปีหน้าคาดว่า จะมีความคึกคักและมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่จะเกิดขึ้น ช่วยผลักดันให้รายได้ของบริษัทเติบโตได้ 10% ขณะที่ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในปีนี้จะเติบโต 5% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อผู้บริโภคลดลงจากปกติตลาดเติบโตได้ถึง 10%
อย่างไรก็ตาม บริษัทมั่นใจว่ารายได้ของบริษัทปีงบประมาณเดือน ก.พ. 2558- มี.ค. 2559 จะเติบโต 5% หรือประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท ถือว่าดีมากเมื่อเทียบกับภาวะเศรษฐกิจ นอกจากนี้สินค้าที่เติบโตดียังมาจากกลุ่มกล้องวงจรปิด หลังจากเกิดระเบิดที่บริเวณย่านราชประสงค์ ผลักดันให้รายได้เติบโตจาก 5% เพิ่มเป็น 15% สูงที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนรายได้ 10% ของรายได้รวม สำหรับแผนธุรกิจในช่วงปลายปี บริษัทได้เปิดตัวสินค้ากลุ่มโปรเจกเตอร์ครบทุกเซ็กเมนต์ เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กรตั้งเป้ารายได้โต 17% หรือราว 350 ล้านบาท
ด้านนายนรินทร์เดช ทวีแสงพานิชย์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยฮาเบล อินดัสเตรียล กล่าวว่า บริษัทได้ตัดสินใจส่งแบรนด์ “อัลทรอน” บุกตลาดทีวีเป็นครั้งแรก หลังจากที่กลุ่มไทยฮาเบลเป็นผู้รับจ้างผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภทให้กับแบรนด์ต่างๆ และผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าเฮาส์แบรนด์ให้กับโมเดิร์นเทรดหลายราย โดยมองว่าเป็นจังหวะที่ควรทำแบรนด์เป็นของตัวเองเพื่อสร้างการเติบโต เพราะตลาดยังมีช่องว่าง จากการที่ปัจจุบันมีเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ไทยน้อยมากโดยเฉพาะตลาดทีวี
ในขณะที่แบรนด์ไทยเป็นที่ยอมรับทั้งในตลาดไทยและประเทศเพื่อนบ้านมาก โดยแบรนด์อัลทรอนเบื้องต้นจะมีเฉพาะทีวีเน้นสู้กับแบรนด์จีน ราคา 4,490-7,590 บาท/ยูนิต ตั้งเป้าปีแรกมียอดขาย 300 ล้านบาท หรือคิดเป็น 40% ของยอดขายทั้งกลุ่มไทยฮาเบลที่ปีหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ 720 ล้านบาท และในอนาคตอาจจะขยายไปสู่เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ส่วนภาพรวมตลาดทีวีนี้คาดว่าจะขยายตัวไม่ถึง 7% จากปีที่แล้วที่มีมูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ส่วนปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 3-4% เท่านั้น







