posttoday
มองก่อการร้ายเสี่ยงเท่าเฟดขึ้นดอกเบี้ย

มองก่อการร้ายเสี่ยงเท่าเฟดขึ้นดอกเบี้ย

26 พฤศจิกายน 2558

นักลงทุนสถาบันมองความเสี่ยงภาวะสงคราม-ก่อการร้ายเท่าเฟดขึ้นดอกเบี้ย

นักลงทุนสถาบันมองความเสี่ยงภาวะสงคราม-ก่อการร้ายเท่าเฟดขึ้นดอกเบี้ย

นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า บริษัทได้ให้น้ำหนักเรื่องความต่อเนื่องของเหตุการณ์ก่อการร้ายและการสู้รบทางการเมืองในปัจจุบันมีความเสี่ยงเทียบเท่ากับการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.นี้

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ควรเฝ้าระวังและติดตามเพื่อประเมินสถานการณ์ เหมือนครั้งที่เกิดเหตุการณ์ระเบิดที่ราชประสงค์ในประเทศไทย ถ้าหากมีความต่อเนื่องเกิดระเบิดลูกอื่นๆ ตามมาก็ต้องมีการปรับมุมมองและปรับพอร์ตการลงทุน โดยอาจมีการขายออกไปก่อนแล้วค่อยมาตั้งรับ เลือกซื้อหุ้นที่ราคาไหลลงไปต่ำกว่ามูลค่าปัจจัยพื้นฐาน แต่ต้องเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดีประกอบด้วยเป็นสำคัญ แต่ต้องยอมรับว่าปัญหาการเมืองระหว่างประเทศที่กำลังต่อสู้กันอยู่ เป็นสิ่งที่นักการเงินประเมินสถานการณ์ได้ยาก

อย่างไรก็ดี กรณีของเฟด ทางบริษัทมีมุมมองว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยช่วงเดือน ธ.ค.นี้แน่นอน ซึ่งย่อมส่งผลกระทบให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่อง และอาจทำให้นักลงทุนสถาบันมีการปรับพอร์ตหรือปรับสินทรัพย์ ส่งผลให้มีเงินไหลออกจากตลาดพันธบัตรไทยไปสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เนื่องจากปัจจุบันพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐให้อัตราผลตอบแทนต่ำที่สุดในโลกแล้ว เมื่อสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนน้อยสุด ต้องมีการขยับดอกเบี้ย ย่อมส่งผลให้กองทุนต่างๆ ต้องปรับเปลี่ยนมุมมอง

“ระยะแรกหุ้นอาจจะผันผวนจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนอยู่บ้าง แต่สิ่งที่กองทุนทำ คือ ต้องรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงกับผลตอบแทนให้เท่าเทียมกันเสมอ เพื่อหาผลตอบแทนที่ดีที่สุดให้กับผู้ลงทุน” นายสมิทธ์ กล่าว

ด้าน นายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ กล่าวว่า ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบแค่เชิงจิตวิทยาและมีผลต่อภาวะตลาดเพียงระยะหนึ่งหรือชั่วคราวเท่านั้น เหมือนตอนเกิดเหตุการณ์ที่ราชประสงค์ก็มองว่าการท่องเที่ยวจะแย่ตามมา แต่ปรากฏว่าการท่องเที่ยวกลับไม่ได้รับผลกระทบที่รุนแรงขนาดนั้น

อย่างไรก็ดี ถ้ามีความต่อเนื่องของเหตุการณ์ดังกล่าวจริง คาดว่าธนาคารกลางประเทศต่างๆ ต้องมีนโยบายอะไรออกมา เช่น ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) อาจใส่เม็ดเงินกระตุ้นด้วยมาตรการคิวอีเพิ่มอีกก็ได้ สุดท้ายสภาพคล่องยังมีอยู่ทั่วโลก และไม่ส่งผลให้อัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ตลาดหุ้นไทยแตะไปในระดับที่สูงสุดด้วย ขณะนี้ยังเชื่อว่านักลงทุนสถาบันต่างๆ มีการมองหรือย้ายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าอยู่ดี

ด้านตลาดหุ้นไทยยังคงปรับตัวลงต่อเนื่องเช่นเดียวกับตลาดต่างประเทศ ดัชนีติดลบ 3.46 จุด ปิดที่ระดับ 1,381.46 จุด โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิมากถึง 1,648 ล้านบาท และสถาบันไทยขายด้วย 1,431 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน