posttoday
ธปท.-กนง. ตอน 3 ต้มยำกุ้ง (ต่อ)

ธปท.-กนง. ตอน 3 ต้มยำกุ้ง (ต่อ)

25 พฤศจิกายน 2558

2 บทความที่แล้วนอกจากกล่าวถึงความเป็นมาของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน  (กนง.) รวมถึงบทบาทของ ธปท.ในช่วงที่ไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 และผลกระทบต่อนักลงทุน นักเก็งกำไร และประชาชนทั่วไป โดยผมค้างไว้ถึงช่วงที่ผมต้องตัดขาดทุนขายหุ้นไปบางส่วน เพื่อล้างหนี้เงินกู้เพื่อซื้อหุ้น (Margin) เพื่อเก็บสภาพคล่องไว้กับตัวบางส่วน เพราะว่าไม่แน่ใจว่าวิกฤตต้มยำกุ้งจะคงอยู่กับประเทศไทยนานเพียงใด

2 บทความที่แล้วนอกจากกล่าวถึงความเป็นมาของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน  (กนง.) รวมถึงบทบาทของ ธปท.ในช่วงที่ไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 และผลกระทบต่อนักลงทุน นักเก็งกำไร และประชาชนทั่วไป โดยผมค้างไว้ถึงช่วงที่ผมต้องตัดขาดทุนขายหุ้นไปบางส่วน เพื่อล้างหนี้เงินกู้เพื่อซื้อหุ้น (Margin) เพื่อเก็บสภาพคล่องไว้กับตัวบางส่วน เพราะว่าไม่แน่ใจว่าวิกฤตต้มยำกุ้งจะคงอยู่กับประเทศไทยนานเพียงใด

แต่จากที่ร่ำเรียนมาวัฏจักรเศรษฐกิจมีขาลงและขาขึ้น เพียงแต่ไม่ว่าช่วงเวลาที่ใช้ในการฟื้นตัวจะเป็นรูปตัว V หรือตัว U ที่ฐานแคบหรือกว้าง ก็ยังคาดเดาไม่ถูกในสมัยนั้น แต่คาดว่าน่าจะเป็นตัว U ฐานกว้าง แล้วก็เป็นจริง คือเราต้องจมอยู่ในภาวะเศรฐกิจถดถอยไปหลายปีเลยทีเดียว กว่าเศรษฐกิจไทยจะโงหัวขึ้น ช่วงนั้นผมแทบจะหยุดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเก็งกำไรทุกชนิด รักษาเงินที่มีอยู่เอาไว้ไม่ให้เสียหายเพิ่มเติม ช่วงนั้นคิดอยู่อย่างเดียวคือ จะรอเอาคืนช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัว ถ้าช่วงนั้นผมไม่ตัดสินใจขาย Cut Loss หุ้นผมคงล้มละลายไปแล้ว

คิดดูสิครับ ช่วงที่ผมเข้าน่าจะประมาณ 1,300-1,400 จุดแล้ว ดัชนีก็ไหลลงมาที่ 204 จุด หลายๆ บริษัทที่ต้องล้มละลายกิจการไป ทั้งๆ ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นธนสยาม ร่วมเสริมกิจ ศรีมิตร ฯลฯ และที่ล้มดังที่สุดก็คือกลุ่มเอกธนกิจ (FIN I) ที่เป็นหุ้นขวัญใจทั้งนักลงทุนและนักเก็งกำไร เป็นหุ้นเติบโตสูง (Growth Stock) ตัวหนึ่ง

การเติบโตนอกจากเป็นการโตจากธุรกิจเดิม (Organic Growth) แล้วยังเกิดจากการไปไล่ซื้อกิจการอื่นๆเขามาอยู่ในเครือ จากการที่รายได้และกำไรที่มีการขยายตัวสูง นักลงทุนจึงยอมจ่ายเงินที่จะซื้อหุ้นตัวนี้ในราคาที่มีค่าสัดส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ที่สูง เมื่อ FIN I ไปซื้อกิจการที่มีค่า P/E ที่ต่ำกว่า แต่เมื่อนำรายได้และกำไรมารวมในเครือเดียวกัน นักลงทุนยอมจ่ายที่ค่า P/E ที่สูง FIN I ยิ่งไปเทกโอเวอร์กิจการอื่นๆมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เป็นกิจการ Holding ที่มีรายได้ กำไร และสินทรัพย์โตเร็วอันดับต้นๆ ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จนนักลงทุนแทบจะคิดว่า FIN I นี่ TOO–BIG–TO –FALL

แต่ในที่สุดวิกฤตต้มยำกุ้งก็ปิดฉาก FIN I พร้อมกับบริษัทจดทะเบียนอีกหลายบริษัท โดยเฉพาะบริษัทที่กู้เงินตราต่างประเทศเข้ามาลงทุนและหรือเพื่อเก็งกำไร ลองคิดดูสิครับกู้มา 100 ล้านเหรียญสหรัฐในตอนที่เริ่มกู้ ค่าเงินอยู่แถวๆ 26-27 บาท เพราะว่าในสมัยนั้นค่าเงินบาทสัดส่วนราคาต่ออัตราเติบโตกำไร (PEG) อยู่กับค่าเงินเหรียญสหรัฐและเป็นอย่างนั้นมาช้านาน จนเอกชนไทยไม่ระมัดระวัง ไม่มีการซื้อผลิตภัณฑ์คุ้มครองความเสี่ยงค่าเงิน (Forward) แล้ว

บางบริษัทแย่กว่านั้น เดิมมีธุรกิจหลักที่ไม่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ ก็กู้เงินมาสร้างอาคารสำนักงานออกมาขายและให้เช่า หรือคอนโดมิเนียมเพื่ออยู่อาศัยออกมาขาย พอวิกฤตเศรษฐกิจความต้องการซื้อ (Demand) หดหายไปอย่างรุนแรง ตึกเหล่านี้ก็ขายไม่ออก ไหนจะต้องจ่ายทั้งต้นและดอกเบี้ยให้กับเจ้าหนี้ แถมหนี้ที่เคยกู้มา 100 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 2,700 ล้านบาท แต่พอค่าเงินบาทอ่อนลงไปเรื่อยๆ ยิ่งช่วงที่ขึ้นไปที่ 50 กว่าบาท/เหรียญสหรัฐ

เงินกู้จะกลายเป็น 5,000 กว่าล้านบาททันที เจ้าหนี้ก็เร่งทวงหนี้ทั้งต้นทั้งดอก อย่างนี้ธุรกิจอะไรจะอยู่รอดได้ ถึงแม้อยากจะตัดขายอาคารเหล่านี้ทิ้ง ก็ขายยากเพราะ Demand แทบไม่มีในตลาดเลย เลยทำให้ราคาอาคารเหล่านี้ตกลงอย่างมาก โดยเฉพาะในแถบทำเลที่ไม่ค่อยดี ราคาลดลงเกินครึ่งหนึ่งเสียด้วยซ้ำ ในช่วงนั้นจะเห็นอาคารที่สร้างเสร็จและไม่เสร็จมากมาย หลายๆ อาคารเมื่อมองในยามค่ำคืนจะเห็นห้องที่เปิดไฟมีเพียงไม่กี่ห้องเท่านั้น แสดงว่าคนที่ซื้ออยู่จริงน้อยกว่ากลุ่มนักลงทุนและนักเก็งกำไร

ประชาชนคนทำมาหากินที่ผ่อนบ้านเพื่ออยู่อาศัยเองก็ได้รับผลกระทบจากการที่บริษัทห้างร้านปลดพนักงานออกส่วนหนึ่ง เพราะว่ายอดขายลดลงอย่างมาก พนักงานกลุ่มนี้รวมทั้งเจ้าของธุรกิจรายย่อยที่ธุรกิจแย่ลงจากผลกระทบของเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง ทำให้รายได้ลดลง ตัวพนักงานเองถึงแม้บางรายที่โชคดีไม่ได้ถูกปลดออก แต่ก็ถูกลดค่าล่วงเวลาลง ทำให้มีผลกระทบต่อรายได้รวมที่ได้รับ เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว ไม่พอส่งธนาคารเพื่อผ่อนบ้านดังกล่าว ทำให้มีบ้านที่ถูกยึดในสมัยนั้นเยอะมาก แต่ว่าวิกฤตก็มีโอกาสให้ธุรกิจบางประเภทกลับรุ่งเรืองขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ธุรกิจนี้คืออะไรมาติดตามอ่านในบทความหน้าครับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน