
อีซูซุไม่หวั่นอีโคคาร์ระบาด มั่นใจกลุ่มลูกค้าปิกอัพ 43 ล้านราย
8...ทีมข่าวธุรกิจยานยนต์
ไม่บ่อยครั้งที่บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์จะออกมาเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการถึงทิศทางการตลาดของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถปิกอัพ 1 ตัน ที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการเปิดตัวรถยนต์นั่งขนาดเล็กในช่วงที่ผ่านมา
จนกลายเป็นคำพูดติดปากของหลายๆ คนไปว่าลูกค้ารถปิกอัพหนีไปซื้อรถยนต์นั่งเนื่องจากมีราคาถูกกว่า ประหยัดน้ำมันกว่าและอีกหลายเหตุผล ยิ่งตัวเลขการจำหน่ายของรถยนต์นั่งเติบโตมากขึ้นเท่าไร ก็สนับสนุนแนวคิดดังกล่าวนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ
เอช. นาคากาว่า กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จึงต้องนำทีมผู้บริหารของค่ายออกมาแถลงข่าวกันอย่างคึกคัก โดยยืนยันว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากกลุ่มลูกค้าของรถปิกอัพและรถยนต์นั่งเป็นคนละกลุ่มกัน และโชว์ตัวเลขจากการทำวิจัยให้เห็นกันจะจะ
“
กลุ่มลูกค้าของรถปิกอัพจะเป็นกลุ่มลูกค้าในต่างจังหวัดขนาดเล็ก เป็นกลุ่มที่ประกอบอาชีพเกษตรกรหรือค้าขาย และเป็นกลุ่มลูกค้าที่ซื้อรถครั้งแรก ขณะที่ลูกค้ารถยนต์นั่งจะเป็นกลุ่มคนเมืองหรือต่างจังหวัดขนาดใหญ่ เป็นกลุ่มที่ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทหรือข้าราชการ และมักเป็นกลุ่มที่ซื้อเพิ่มเติมจากรถที่มีใช้งานอยู่แล้ว”ตัวเลขการวิจัยของอีซูซุ เปิดเผยว่า จากประชากร 66.9 ล้านคันนั้น มีกลุ่มประชากรที่เป็นคน กทม. และต่างจังหวัดขนาดใหญ่ 24 ล้านคน เป็นกลุ่มที่ไม่มีรถ 19.4 ล้านคน ขณะที่ลูกค้าในต่างจังหวัดขนาดเล็กมีปริมาณมากถึง 42.9 ล้านคน และในจำนวนนี้ 39.6 ล้านคน เป็นกลุ่มที่ไม่มีรถ
นอกจากนี้ สถิติของอีซูซุยังบอกอีกว่าเกือบ 60% ของคนไทยเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรหรือค้าขาย ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าผู้ใช้รถปิกอัพและยังเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มการขยายตัวค่อนข้างสูง หากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมพลิกฟื้นกลับมาอีกครั้ง เห็นได้จากราคาพืชผลทางการเกษตรที่เริ่มสูงอย่างต่อเนื่อง และการส่งออกที่เริ่มกลับมาเติบโตอีกครั้ง
นอกจากนี้ จากการสอบถามลูกค้าเกี่ยวกับความคิดว่าต้องการซื้อรถอะไรภายใน 4 ปี รถปิกอัพก็ยังคงเป็นพระเอกในใจสำหรับคนที่ไม่มีรถอยู่ในปัจจุบัน โดยในพื้นที่ต่างจังหวัดขนาดเล็ก ตอบว่าจะซื้อปิกอัพถึง 57% และกลุ่มที่มีรถอยู่แล้วในต่างจังหวัดขนาดเล็ก ก็ตอบว่าจะซื้อรถปิกอัพคันใหม่สูงถึง 58%
“
เราเชื่อมั่นว่ากลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อรถปิกอัพก็ยังจะคงมีอยู่ และไม่เห็นด้วยว่ารถยนต์นั่งขนาดเล็กจะเข้ามาทดแทนตลาดรถปิกอัพได้ เนื่องจากความต้องการในการใช้งานของรถแต่ละประเภทยังแตกต่างกันมาก ซึ่งเราเชื่อว่าอนาคตของตลาดปิกอัพในประเทศไทยก็ยังคงจะเติบโตเช่นเดิม”นาคากาว่า บอกอีกว่า รัฐบาลควรที่จะให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมรถปิกอัพให้ทัดเทียมกับการสนับสนุนอุตสาหกรรมอื่นๆ เนื่องจากอุตสาหกรรมปิกอัพถือเป็นเสาหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย และมีแนวโน้มที่ประเทศไทยจะขึ้นเป็นฐานผลิตรถปิกอัพหลักของโลกในอนาคต โดยมีการประเมินว่า ในปี 2573 ตลาดปิกอัพในโลกจะอยู่ที่ 4.686 ล้านคัน และประเทศไทยน่าจะมีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 8.11 แสนล้านบาท ในปีเดียวกัน
สำหรับการประมาณการตลาดรถยนต์ในประเทศไทยในปีนี้ อีซูซุมองว่าตลาดรวมจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องไปเป็น 7.25 แสนคัน ซึ่งมากที่สุดเท่าที่เคยมีการจำหน่ายในประเทศไทย โดยจะเป็นตลาดปิกอัพและพีพีวี 3.51 แสนคัน และเป็นตลาดรถยนต์นั่ง 3.19 แสนคัน ที่เหลือเป็นรถยนต์ประเภทอื่นๆ
ขณะที่ อาซึชิ ฟูจิโมโตะ ประธานบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ฮอนด้าเชื่อว่าตลาดรถยนต์ในประเทศไทยจะมียอดขายรวมอย่างน้อย 6.5 แสนคันในปี 2553 เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ประมาณ 20% และคาดว่ายอดขายรถยนต์ในประเทศจะเพิ่มขึ้นถึง 8 แสนคันในอีก 3 ปีข้างหน้า
“
จากกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์และรถยนต์คุณภาพของบริษัท ทำให้ฮอนด้าปรับเป้ายอดขายที่ตั้งไว้สำหรับปี 2553 เพิ่มขึ้นเป็น 1.1 แสน คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 17% ของตลาดรถยนต์โดยรวม”ถือเป็นข่าวดีที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงนี้ไม่มากก็น้อย!!!







