
บจ.maiกำไรลดมาร์จิ้น-ยอดขายเพิ่ม
ไตรมาส 3 บจ. mai กำไรเพียง 1,298 ล้าน บางบริษัทลงทุนเพิ่ม ค่าเสื่อมต้นทุนเงินเพิ่ม
ไตรมาส 3 บจ. mai กำไรเพียง 1,298 ล้าน บางบริษัทลงทุนเพิ่ม ค่าเสื่อมต้นทุนเงินเพิ่ม
นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บจ.ใน mai จำนวน 116 บริษัท เปิดเผยผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3 ปี 2558 มีกำไรสุทธิรวม 1,298 ล้านบาท ลดลง 175 ล้านบาท คิดเป็น 11.88% จากที่มีกำไรสุทธิ 1,473 ล้านบาทในช่วงเดียวกันปีก่อน
ขณะที่มียอดขายรวมเพิ่มขึ้น 0.93% เป็น 29,739 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีการบริหารจัดการต้นทุนดีขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) เพิ่มขึ้นจาก 21.22% เป็น 24.10% ทั้งนี้หากพิจารณายอดขายและกำไรสุทธิ พบ 2 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังเติบโต ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างมีกำไรสุทธิ 321 ล้านบาท เติบโตถึง 1,393% พลิกจากระยะเดียวกันปีก่อนขาดทุนสุทธิ 25 ล้านบาท และกลุ่มทรัพยากรที่มีกำไรสุทธิ 919 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 483 ล้านบาท หรือ 111.04% ขณะที่กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารแย่ที่สุด ถึง 683.94% ขาดทุนรวม 48 ล้านบาท เทียบกับที่มีกำไรสุทธิ 8 ล้านบาท
“สาเหตุหนึ่งที่ทำให้กำไรลดลง บจ.ใน mai ต้องเผชิญกับความกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ แต่ยังคงรักษาระดับยอดขายไว้ได้ ขณะที่บางบริษัทมีการขยายการลงทุนทำให้ค่าเสื่อมราคาและต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น” นายประพันธ์ กล่าว
สำหรับผลงานรวม 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 5,207 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 598 ล้านบาท คิดเป็น 12.96% และยอดขายรวม 91,523 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.63% มาร์จิ้นเพิ่มขึ้นจาก 21.22% เป็น 24.60% ทั้งนี้ บจ.mai มีกำไรสุทธิจำนวน 82 บริษัท คิดเป็น 71% ของ บจ.ที่ส่งงบทั้งหมด
ทั้งนี้ บจ.mai ที่มีกำไรสุทธิไตรมาส 3 สูงสุด 5 อันดับแรกได้แก่ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA) มีกำไรสุทธิ 715 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 342 ล้านบาท คิดเป็น 91.88% ตามด้วยบริษัท เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ (JSP) มีกำไรสุทธิ 149 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 81 ล้านบาท หรือ 120.21% บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (TSE) มีกำไรสุทธิ 125 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14 ล้านบาท หรือ 12.02% บริษัทเอเชีย กรีน เอนเนอจี (AGE) มีกำไรสุทธิ 73 ล้านบาท เติบโต 73 ล้านบาท คิดเป็น 22,682.50% และบริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส (FSMART) มีกำไรสุทธิ 71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36 ล้านบาท หรือ 101.04%
ปัจจุบันมี บจ.ใน mai 120 บริษัทณ วันที่ 20 พ.ย. ดัชนี mai ปิดที่ 589.69 จุด ลดลง 15.76% จากต้นปี มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม อยู่ที่ 363,072 ล้านบาท อัตราส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) อยู่ที่ 60.66 เท่า







