
ร้านอาหารญี่ปุ่นยังบูมโตปีละ15%
ฮารุ แบงค็อก เผยร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยยังโตได้ปีละ 10-15% หน้าใหม่โดดชิงตลาดพรึ่บ
ฮารุ แบงค็อก เผยร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยยังโตได้ปีละ 10-15% หน้าใหม่โดดชิงตลาดพรึ่บ
นายณัชพล ตันเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮารุ แบงค็อก เปิดเผยว่า ภาพรวมร้านอาหารญี่ปุ่นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ยังคงมีอัตราการเติบโตที่ 10-15% ต่อเนื่องทุกปี เนื่องจากมีผู้สนใจเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นใหม่ๆ ปีละไม่ต่ำกว่า 100 สาขา ส่งผลให้ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ จากการที่ธุรกิจค้าปลีกมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คาดการณ์ว่าในปี 2559 จะมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมากกว่า 100 สาขาอย่างแน่นอน ซึ่งจากแนวโน้มที่ดีดังกล่าวจะส่งผลให้ภาพรวมร้านอาหารญี่ปุ่นในอีก 5 ปีนับจากนี้ยังสามารถเติบโตได้ปีละไม่ต่ำกว่า 10-15%
สำหรับภาพรวมการดำเนินธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นของบริษัทภายใต้ชื่อ ฮารุอิซากาย่า แอนด์ ซูชิ บาร์นั้น หลังจากเปิดให้บริการมา 4 เดือนย่านถนนเลียบทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ พบว่า ลูกค้าให้ผลการตอบรับเป็นอย่างดี เห็นได้จากยอดการรับประทานอาหารต่อหัวที่มีอัตราเฉลี่ยประมาณ 500-1,000บาท เนื่องจากร้านฮารุ อิซากาย่า แอนด์ ซูชิ บาร์ มีจุดเด่นการเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นแนวใหม่สไตล์โมเดิร์นอิซากายะที่กำลังได้รับความนิยมในประเทศญี่ปุ่น
“ด้วยจุดเด่นของร้านอาหารญี่ปุ่นของเราที่เน้นการรับประทานอาหารไปด้วยดื่มไปด้วยสไตล์อิซากาย่า จึงทำให้เราใช้สโลแกน ‘กินดื่มครบ จบในที่เดียว’ เป็นจุดขายในการทำตลาด พร้อมกับชูเมนู 3 ซามูไรในตำนานมาเป็นจุดขายให้กับร้าน ประกอบด้วย ข้าวอบหม้อญี่ปุ่นหมูสามชั้น หม้อไฟหมูญี่ปุ่นหมูคุโรบุตะ และชุดเสียบไม้ย่างชุดใหญ่ จึงทำให้ได้ผลตอบรับดี” นายณัชพล กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนจะใช้งบประมาณ 5% ของรายได้ เพื่อทำกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และไลน์ โดยในส่วนของไลน์จะมีการแจกคูปองรับประทานอาหารฟรีให้กับลูกค้า ขณะเดียวกันก็จะมีการทำข่าวประชาสัมพันธ์ เพื่อสื่อสารไปยังลูกค้า
นายณัชพล กล่าวอีกว่า ในส่วนของแผนการขยายสาขาใหม่สำหรับประเทศไทยบริษัทยังไม่มีแผนที่จะขยายร้านใหม่ตอนนี้ เนื่องจากต้องการสร้างแบรนด์ร้านให้เป็นที่รู้จัก แต่ในส่วนของตลาดต่างประเทศนั้น มีแผนจะเข้าไปเปิดร้านฮารุ อาซากาย่า แอนด์ ซูชิ บาร์ ในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยขณะนี้ได้เริ่มเข้าไปศึกษาตลาดแล้วในประเทศเมียนมา เพื่อเปิดร้านฮารุ ย่างกุ้ง
พร้อมกันนี้ ยังมีความสนใจจะเข้าไปลงทุนในประเทศลาว เพื่อเปิดร้านฮารุ เวียงจันทน์ และประเทศเวียดนาม เพื่อเปิดร้านฮารุ ฮานอย ซึ่งแต่ละสาขาคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 10 ล้านบาท โดยรูปแบบของการลงทุนอาจมีทั้งการจับมือร่วมกับพันธมิตรและขายแฟรนไชส์ให้กับผู้สนใจในแต่ละประเทศ







