
ชำแหละเงื่อนไขรถไฟไทย-จีน
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์
เป็นก้าวสำคัญในการ "เร่งรัด" ก่อสร้างรถไฟไทย-จีน เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติวันที่ 17 พ.ย. 2558 เห็นชอบ "ร่างกรอบความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าด้วยการกระชับความร่วมมือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2565"
จากนั้นภายใน 2 สัปดาห์ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม จะเป็นผู้แทนรัฐบาลไทยในการลงนามกรอบความร่วมมือ (Framework of Cooperation) กับผู้แทนฝ่ายจีน
เมื่อพลิกร่างกรอบความร่วมมือฯ พบว่ามีสาระสำคัญ 21 ข้อ มีสาระสำคัญ คือ ข้อ 2 และข้อ 3 ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันว่า ความร่วมมือจะเป็นโครงการรถไฟขนาดทางมาตรฐานสายแรกของประเทศไทย เส้นทาง (1) หนองคาย-โคราช-แก่งคอย-ท่าเรือมาบตาพุด และ (2) แก่งคอย-กรุงเทพฯ โดยดำเนินการเป็น 4 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 กรุงเทพฯ-แก่งคอย ช่วงที่ 2 แก่งคอย-ท่าเรือมาบตาพุด ช่วงที่ 3 แก่งคอย-โคราช และช่วงที่ 4 โคราช-หนองคาย
ข้อ 4 และข้อ 5 ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้ดำเนินโครงการรถไฟภายใต้รูปแบบอีพีซี (วิศวกรรม การจัดซื้อจัดจ้าง และการก่อสร้าง) และเห็นชอบให้มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (ต่อไปนี้จะเรียกว่า "เอสพีวี") เพื่อลงทุนด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้ (1) ระบบรถไฟ รวมถึงการเดินรถและการซ่อมบำรุง (2) ส่วนหนึ่งของงานการก่อสร้าง (รวมถึงแหล่งจ่ายกำลังไฟฟ้า การจ่ายกำลังไฟฟ้า ระบบสื่อสารโทรคมนาคม และระบบอาณัติสัญญาณ)
ข้อ 6 ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้โครงการรถไฟเริ่มต้นก่อสร้างโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการดำเนินการและขั้นตอนทางกฎหมายภายในของทั้งสองฝ่าย และขึ้นอยู่กับการเสร็จสมบูรณ์ของ (1) การศึกษาความเหมาะสมของโครงการ (รวมถึงการสำรวจออกแบบ) (2) การวิเคราะห์ผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม (3) ขั้นตอนการขอความเห็นชอบ (4) การเวนคืนที่ดิน (5) การลงนามสัญญาอีพีซี (6) ความมั่นคงของแหล่งที่มาเงินทุน และ (7) การเตรียมการเริ่มก่อสร้าง
ข้อ 7 ภายใต้ขอบเขตงานของโครงการ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ดังนี้ (ก) ฝ่ายจีนจะรับผิดชอบการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ (รวมถึงการสำรวจและออกแบบ) ฝ่ายไทยจะให้การสนับสนุน โดยฝ่ายไทยจะรับผิดชอบการวิเคราะห์ผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ขั้นตอนขอความเห็นชอบ และการเวนคืนที่ดิน (ข) คณะผู้เชี่ยวชาญของทั้งสองฝ่ายจะหารือและทบทวนศึกษาความเหมาะสมของโครงการรถไฟ เพื่อให้เหมาะสมกับระบบรถไฟขนาดทางมาตรฐาน
(ค) ก่อนการก่อสร้างโครงการรถไฟ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพิจารณาและปรับปรุง "รายงานการศึกษาทางเทคนิคและเศรษฐกิจ" ที่จัดทำโดยฝ่ายจีน จนกว่าจะเป็นที่พึงพอใจของทั้งสองฝ่าย
ข้อ 8 ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้จัดพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการรถไฟในเดือน ธ.ค. 2558
ข้อ 9 ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบขอบเขตงานของโครงการรถไฟตามข้อ 3 ดังนี้ ในส่วนงานโยธา ฝ่ายไทยจะเป็นผู้รับผิดชอบหลักสำหรับงานดังกล่าว รวมถึงงานด้านแหล่งงานจ่ายกำลังไฟฟ้า ในขณะที่ฝ่ายจีนจะรับผิดชอบงานที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การขุดเจาะอุโมงค์ สะพาน ในส่วนงานวางระบบรถไฟ ฝ่ายจีนจะเป็นผู้รับผิดชอบหลัก เช่น งานวางราง ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบสื่อสารโทรคมนาคม การจ่ายกำลังไฟฟ้า และการควบคุมการสั่งการ โดยได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายไทยในส่วนของวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการก่อสร้าง
ข้อ 10 ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบว่า ฝ่ายไทยจะมีส่วนในกระบวนการคัดเลือกผู้รับเหมารายย่อยที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เพื่อรับรองการควบคุมคุณภาพและมูลค่าการก่อสร้างโครงการ
ข้อ 11 ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในหลักการว่า แหล่งที่มาของเงินทุนโครงการจะมาจากหลายแหล่ง ประกอบด้วย งบประมาณของรัฐบาลไทย เงินกู้ภายในประเทศและแหล่งเงินกู้อื่น โดยหลักการรัฐบาลไทยจะระดมเงินทุนภายในประเทศสำหรับการดำเนินโครงการในขอบเขตงานของฝ่ายไทย และจะพิจารณาเงินกู้จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของสาธารณรัฐประชาชนจีน (CEXIM) (รวมถึงเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรน) หรือแหล่งเงินกู้อื่นสำหรับการดำเนินโครงการในขอบเขตงานฝ่ายจีน
ข้อ 12 ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบว่า หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเงินกู้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของสาธารณรัฐประชาชนจีน (CEXIM) จะดีที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับแหล่งเงินกู้อื่นๆ ของประเทศไทย (โดยเฉพาะแหล่งเงินกู้ในประเทศ) ภายใต้วงเงินกู้ อายุเงินกู้ และสกุลเงินเดียวกัน (ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันว่ารูปแบบความร่วมมือที่แตกต่างกันจะส่งผลให้เงื่อนไขเงินกู้แตกต่างออกไป)
ข้อ 13 ภายใต้ข้อ 5 ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันในการเดินรถและซ่อมบำรุงรถไฟของโครงการรถไฟ และเห็นชอบหลักการว่าฝ่ายจีนจะเป็นผู้รับผิดชอบหลักด้านการเดินรถและซ่อมบำรุงในช่วง 3 ปีแรก หลังจากโครงการรถไฟฟ้าแล้วเสร็จ หลังจากช่วง 3 ปีแรกถึงปีที่ 7 ทั้งสองฝ่ายจะรับผิดชอบการเดินรถและซ่อมบำรุงรถไฟของโครงการรถไฟในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ภายหลังปีที่ 7 ฝ่ายไทยจะรับผิดชอบการเดินรถและซ่อมบำรุงรถไฟของโครงการรถไฟเอง โดยฝ่ายจีนจะเป็นที่ปรึกษาให้ฝ่ายไทย
ข้อ 14 ฝ่ายจีนเห็นชอบที่จะสนับสนุนฝ่ายไทยด้านต่างๆ เช่น ใบอนุญาตการใช้เทคโนโลยีด้านรถไฟ การพัฒนาบุคลากร (รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้) การก่อสร้างศูนย์ควบคุมการเดินรถ และโรงงานผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ด้านรถไฟ
และข้อ 21 กรอบความร่วมมือฉบับนี้ จะมีผลบังคับ ณ วันที่ลงนาม และจะมีผลบังคับใช้ 5 ปี จะได้รับการต่ออายุโดยอัตโนมัติอีก 5 ปี นอกจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกยกเลิกเป็นลายลักษณ์อักษร 6 เดือนล่วงหน้า
อาคมขอปรับวิธีคำนวณค่าตั๋ว
ในการประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือรถไฟระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 28-29 ต.ค. 2558 ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างผู้แทนฝ่ายไทย คือ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม และผู้แทนฝ่ายจีน คือ หวัง เสี่ยวเทา รองผู้อำนวยการคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ ได้ข้อสรุปสำคัญๆ 4 ประเด็น คือ
1.ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเลือกวันระหว่างวันที่ 15-20 ธ.ค. 2558 สำหรับจัดพิธีวางศิลาฤกษ์ศูนย์ควบคุมและบริหารการเดินรถกลาง (โอซีซี) ร่วมกัน ณ บริเวณสถานีรถไฟเชียงรากน้อย เพื่อแสดงถึงการเริ่มต้นโครงการ และมีกิจกรรมที่สร้างความรู้ให้ประชาชน เช่น งานสัมมนา การแสดงแบบจำลอง และการนำเสนอโครงการ
2.ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันว่า กำหนดการเบื้องต้นของการก่อสร้างรถไฟจะเริ่มในเดือน พ.ค. 2558 ภายหลังการดำเนินการรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบรายละเอียดของโครงการ ผู้รับเหมาก่อสร้าง มูลค่าโครงการ และข้อตกลงทางการเงินยุติแล้ว
3.ฝ่ายจีนยืนยันว่า เงื่อนไขเงินกู้จะดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนการกู้ยืมเงินภายในประเทศและแหล่งเงินกู้อื่น และทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันที่จะใช้ความพยายามในการหารือเงื่อนไขเงินกู้ในรายละเอียดต่อไป
4.ทั้งสองฝ่ายได้หารือกันในส่วนที่เกี่ยวกับ "รายงานการศึกษาเทคนิคและเศรษฐกิจ" และได้ข้อสรุป คือ ฝ่ายจีนรับจะปรับปรุงการคำนวณดัชนีความคุ้มค่าทางการเงินและเศรษฐศาสตร์จากข้อมูลที่ได้รับจากฝ่ายไทย หลังฝ่ายไทยได้มีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับอัตราค่าโดยสารและอัตราการขนส่งสินค้า ซึ่งในการประชุมครั้งที่ 7 ได้ข้อสรุปว่าอัตราอาจสูงกว่าอัตราค่าโดยสารรถไฟในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ฝ่ายจีนจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแบบจำลอง วิธีการคำนวณ และที่มาของข้อมูลที่ใช้ในการคาดการณ์ปริมาณผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า ตลอดจนข้อมูลการคาดการณ์ปริมาณผู้โดยสารและการขนส่งสินค้าภายใต้สมมติฐานการเดินรถที่ความเร็ว 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในระยะแรกของการเดินรถ







