
คาดทีพีพีทุบส่งออกสิ่งทอไทย
นักวิชาการกระทุ้งไทยเร่งตกผลึกร่วมทีพีพี ก่อนเวียดนามยึดตลาดส่งออกสิ่งทอ
นักวิชาการกระทุ้งไทยเร่งตกผลึกร่วมทีพีพี ก่อนเวียดนามยึดตลาดส่งออกสิ่งทอ
นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์การค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้การส่งออกสินค้าของอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (อียู) เริ่มหดตัว เมื่อเทียบกับสัดส่วนการส่งออกจากเวียดนาม ขณะที่เชื่อว่าเมื่อเวียดนามเป็นสมาชิกข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) แต่ไทยยังไม่ได้เข้าร่วมทีพีพี ก็จะยิ่งทำให้ส่วนแบ่งตลาดสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยในตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรปถูกเวียดนามแย่งไป
“หากไทยเข้าร่วมทีพีพีก็คาดว่าจะช่วยดึงตลาดส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในสหรัฐอเมริกาและยุโรปให้กระเตื้องขึ้นมาเล็กน้อย เพราะตัวเวียดนามเองมีศักยภาพอยู่แล้วทั้งต้นทุนการผลิตต่ำ ค่าแรงถูกและยังได้สิทธิพิเศษทางภาษี(จีเอสพี) จึงทำให้ได้เปรียบไทยอยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มเสื้อผ้าโหล เสื้อผ้ากีฬา และกลุ่มรับจ้างผลิต (โออีเอ็ม)” นายอัทธ์ กล่าว
ขณะเดียวกัน ปัจจุบันนักลงทุนจากจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ได้ขยายการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไปยังประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวีมากขึ้น แต่การลงทุนในเวียดนามจะได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะจะได้ทั้งสิทธิประโยชน์จากข้อตกลงทีพีพีและสิทธิพิเศษจีเอสพีด้วย
สำหรับการรวมกลุ่มทีพีพีครั้งนี้จะมี 3 ตลาดส่งออกสำคัญที่ไทยยังไม่ได้ทำข้อตกลงการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ด้วย คือ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก
ด้านมูลค่าการส่งออกอุตสาหกรรม สิ่งทอของไทยเทียบกับเวียดนามในช่วง 8 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค. 2558) พบว่า การส่งออกของไทยไปตลาดสหรัฐอเมริกามีมูลค่า2.36 หมื่นล้านบาท ส่วนมูลค่าการส่งออกของเวียดนามสูงถึง 2.34 แสนล้านบาท ขณะที่ตลาดแคนาดา ไทยส่งออกมูลค่า 1,692 ล้านบาท เวียดนามส่งออก 1.51 หมื่นล้านบาท และตลาดเม็กซิโก ไทยส่งออกสินค้ากลุ่มนี้มูลค่ารวม 872 ล้านบาท เวียดนามส่งออก 4,064 ล้านบาท
นอกจากนี้ นายอัทธ์ กล่าวเสริมว่า การที่ไทยยังไม่เข้าร่วมทีพีพีอาจทำให้การลงทุนจากต่างชาติที่เคยลังเลว่าจะเข้ามาลงทุนในไทยหรือไม่ อาจตัดสินใจไปลงทุนในเวียดนามและมาเลเซียแทน
“การที่ไทยไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกทีพีพีอาจทำให้เสียโอกาสการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ สินค้าของไทยหลายประเภทมีความเสี่ยงจะถูกแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดไป เช่น สินค้าเกษตร อาหารทะเลแปรรูป สิ่งทอ ชิ้นส่วนต่างๆ ยานยนต์ เป็นต้น” นายอัทธ์ กล่าว
อย่างไรก็ดี ไทยจะต้องเร่งตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมทีพีพีหรือไม่ ภายใน 2 ปีนี้ ขณะที่ผู้ประกอบการไทยกลุ่มอุตสาหกรรมที่เสียเปรียบเหล่านี้จะต้องเร่งปรับตัวหันไปผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างแบรนด์สินค้าของตัวเองให้เหนือกว่ากลุ่มสินค้าทั่วไป







