posttoday
ปัจจัยลบภายนอกถ่วงหุ้นไทย

ปัจจัยลบภายนอกถ่วงหุ้นไทย

16 พฤศจิกายน 2558

ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ถูกปัจจัยลบภายนอกรุมเร้า ไล่เรียงตั้งแต่เหตุก่อการร้ายที่ปารีส การคุมเข้มสินเชื่อซื้อหุ้นจีน

โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ

ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ถูกปัจจัยลบภายนอกรุมเร้า ไล่เรียงตั้งแต่เหตุก่อการร้ายที่ปารีส การคุมเข้มสินเชื่อซื้อหุ้นจีน และภาวะตกต่ำของสินค้าโภคภัณฑ์ ท่ามกลางแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟด ดัชนีตลาดมีแนวรับอยู่ที่ 1,367 และ 1,340 จุด ตามลำดับ

เหตุก่อการร้ายที่ปารีสส่งผลลบต่อตลาดการเงิน โดยเฉพาะในฝรั่งเศสและประเทศที่เป็นเป้าหมายการโจมตีของกลุ่มไอเอส ผ่านการปรับพอร์ต ลดสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น สายการบิน โรงแรม เป็นต้น แล้วหันไปถือสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงชั่วคราวอย่างไรก็ดี ไทยไม่ใช่เป้าหมายการโจมตี และคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบน้อยจากเหตุนี้ ตลาดหุ้นไทยจึงน่าจะได้รับผลกระทบจำกัด

ตลาดการเงินโลกผ่านเหตุก่อการร้ายรุนแรงมาหลายครั้ง ระยะสั้นอาจเผชิญแรงขายเพื่อลดความเสี่ยงบ้าง แต่เมื่อความวิตกบรรเทาลง ตลาดหุ้นจะฟื้นตัว สะท้อนมูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานระยะยาว

ช่วงนี้ต้องติดตามประเด็นนี้ต่อไป หากฝรั่งเศสควบคุมสถานการณ์ได้เร็ว และปัจจัยนี้ไม่ทำให้สงครามในซีเรียและอิรักขยายวง จนกระทบการส่งออกน้ำมัน ความกังวลจะค่อยๆ บรรเทาลง

เหตุวินาศกรรมปารีสอาจทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยูโรโซนล่าช้า หากเป็นเช่นนั้น จะเร่งธนาคารกลางยุโรปให้ตัดสินใจกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในการประชุมวันที่ 3 ธ.ค.นี้ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น

ด้านทางการจีนประกาศคุมเข้มสินเชื่อซื้อหุ้นเมื่อค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้ความสามารถในซื้อหุ้นผ่านการใช้เงินกู้ลดลงถึงครึ่งหนึ่ง มีผลตั้งแต่วันที่ 23 พ.ย.เป็นต้นไป กองทุน ETF ที่มีขนาดใหญ่สุด (Deutsche X-trackers Harvest CSI -300 China A-Shares ETF) ที่ลงในหุ้น A-Shares ของจีน ทรุด 3.3% ด้าน Market Vectors China AMC A-share ETF ก็ร่วง 3.4% ตลาดหุ้นจีนเสี่ยงจะเปิดร่วงใกล้เคียงกันในวันจันทร์ และส่งผลลบทางจิตวิทยาต่อตลาดหุ้นเอเชีย

อย่างไรก็ดี มาตรการนี้เป็นความพยายามของทางการจีนที่จะลดการเก็งกำไรในตลาดหุ้นจีน การปรับฐานที่เกิดขึ้นมิได้มาจากความวิตกเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ผลกระทบต่อตลาดหุ้นเพื่อนบ้านจึงไม่น่าจะรุนแรง หากจีนคุมการเก็งกำไรในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ได้ดี จะเปิดช่องให้ธนาคารกลางจีนปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นภาคเศรษฐกิจอื่น แนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินจีนจะช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านล่าง นอกเหนือจากเรื่องเหตุก่อการร้ายและจีนคุมเข้มสินเชื่อซื้อหุ้น ความกังวลผลกระทบจากแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟดและเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวล่าช้า ยังกดดันราคาสินค้าและหุ้นโภคภัณฑ์ทั่วโลก

ปีนี้ราคาทองแดง อะลูมิเนียม ร่วง 25% น้ำมันดิบเบรนต์ทรุด 22% สินค้าโภคภัณฑ์อื่นก็เผชิญชะตากรรมเดียวกัน ราคาโภคภัณฑ์ที่ดิ่งลึกฉุดเศรษฐกิจประเทศที่พึ่งรายได้จากการส่งออกสินค้าเหล่านี้ และพลอยถ่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ตลาดหุ้นเกิดใหม่จึงถูกหางเลขจากการปรับลดพอร์ต โดยเฉพาะหุ้นพลังงานและเหมืองแร่

ช่วงสั้นหุ้นอาจผันผวนทางลง แต่ปัจจัยดังต่อไปนี้จะช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านล่าง ไม่ว่าจะเป็นแรงซื้อสุทธิจากกองทุน LTF ราว 3 หมื่นล้านบาทก่อนสิ้นปี ความคืบหน้าในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากธนาคารกลางยุโรป จีนและญี่ปุ่น

การปรับฐานที่เกิดขึ้นจึงเป็นโอกาสในการสะสมหุ้นพื้นฐาน เช่น SCC, CPALL,TOP, ADVANC, KBANK, BDMS, INTUCH, BLA AOT, SAWAD, MTLS, KCE และ DELTA เป็นต้น

อย่าตระหนกเกินเหตุครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค