
เลิกใช้เงินสด
โดย...ชัตน์วรี [email protected]
โดย...ชัตน์วรี [email protected]
สร้างความฮือฮาไปทั้งโลก เมื่อสวีเดนประกาศเป็นชาติแรกในการเลิกใช้เงินสดในการทำการค้าหรือธุรกรรมใดๆ ทั้งสิ้น แล้วมีการปฏิวัติการจับจ่ายใช้สอยให้กลายเป็นเงินแบบดิจิทัลทั้งหมด เช่น การใช้บัตรเครดิต บัตรเดบิต อินเทอร์เน็ต แบงก์กิ้ง และการชำระเงินผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ บนโทรศัพท์มือถือ
สำหรับประเทศไทยเองก็มีนโยบายที่จะลดปริมาณการใช้เงินสดเช่นกัน โดยมีการพัฒนาบริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันของเรา และเป็นทางเลือกทดแทนการใช้เงินสด เช่น การใช้บัตรเดบิต บัตรเครดิต เงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money)
จากสถิติของไทยพบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2553-2557) ปริมาณการใช้ e-Payment เติบโตอย่างต่อเนื่องจากประมาณ 1,120 ล้านรายการในปี 2553 เป็น 2,260 ล้านรายการในปี 2557 โดยการชำระเงินผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Banking) มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงสุดถึง 63% รองลงมาคือเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) (37%) และบัตรเดบิต (Debit Card) (33%)
สำหรับยุทธศาสตร์ Payment Roadmap ระยะ 5 ปี (2558-2562) โดยมีเป้าหมายเกิดธุรกรรมที่ไม่ใช้เงินสดของประชาชนเพิ่มจาก 25% เป็น 50% และธุรกรรมผ่านอิเล็กทรอนิกส์ในเชิงมูลค่าจะเพิ่มจาก 30% เป็น 60-70% หากแผนสำเร็จจะสามารถลดต้นทุนในการบริหารเงินสดประมาณ 1 แสนล้านบาท หรือ 1% ของจีดีพี
คงมีข้อสงสัยว่าว่า e-Payment นั้นดีกว่าการใช้เงินสดอย่างไร
- มีส่วนช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้เร็วและสะดวกขึ้น
- ช่วยลดต้นทุนให้กับประเทศ เช่น การบริหารจัดการ การพิมพ์ การขนส่ง การนับคัด และการทำลาย
- เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนให้ภาคส่วนต่างๆ ก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างครบวงจร
- มีส่วนช่วยส่งเสริมและยกระดับศักยภาพของธุรกิจให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างครบวงจร
- มีส่วนช่วยให้ประชาชนสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้สะดวก ทำธุรกรรมได้ทุกที่ทุกเวลา
แม้ว่าการนำระบบ e-Payment มาใช้แทนเงินสดจะอำนวยความสะดวกและมีประโยชน์มากมาย แต่ที่ต้องคำนึงถึงคือการให้ความรู้ประชาชนให้เข้าใจ รวมทั้งต้องดำเนินการด้วยความมีประสิทธิภาพและปลอดภัยของระบบด้วย







