posttoday
'อาเซียน' ขุมทรัพย์ใหม่ ของค้าปลีกออนไลน์ (1)

'อาเซียน' ขุมทรัพย์ใหม่ ของค้าปลีกออนไลน์ (1)

11 พฤศจิกายน 2558

โดย...จินดาพร ติยะธนากูล

โดย...จินดาพร ติยะธนากูล

หลายคนคงเคยใช้บริการซื้อขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ หรือ e-Commerce กันมาบ้าง คนที่เป็นมือใหม่อาจยังกลัวๆ กล้าๆ เริ่มต้นจ่ายในระดับหลักร้อยหรือหลักพันบาท ในขณะที่บางคนที่นิยม “ช็อปปิ้งออนไลน์” จนเป็นขาประจำจนกล้าสั่งซื้อยอดเป็นหมื่นบาท ซึ่งถ้าพิจารณาเฉพาะธุรกรรมซื้อ-ขายเป็นรายบุคคล ก็อาจเห็นเป็นวงเงินไม่มากนัก แค่เศษเสี้ยวของตลาดค้าปลีกตามปกติที่ซื้อขายผ่านหน้าร้านเท่านั้น

แต่ในวันนี้มูลค่าตลาดค้าปลีกออนไลน์กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว อย่างเช่น ตลาดอี-คอมเมิร์ซในจีนที่กำลังอยู่ในยุคก้าวกระโดดต่อเนื่องตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะชะลอตัว แต่ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์กลับยังเติบโตอย่างโดดเด่น

พลังออนไลน์ลายมังกร

ตั้งแต่ประเทศจีนเริ่มเปิดให้บริการ 3จี ในช่วงปลายปี 2009  มูลค่าธุรกิจออนไลน์ในช่วง 4 ปี จากปี 2010 จนถึงปี 2014 สามารถขยายตัวถึง 21 เท่า จาก 9.5 มาเป็น 204.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะในปี 2014 มีอัตราเติบโตสูงกว่าจีดีพีประเทศถึง 15 เท่า และคาดว่าจะยังเติบโตเบ่งบานไปเรื่อยๆ จนขยับเข้าใกล้มหาอำนาจสหรัฐ ซึ่งมีตลาดค้าปลีกออนไลน์ในปี 2014 มีมูลค่า 244.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งดูแนวโน้มแล้วก็เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ธุรกิจออนไลน์ในจีนคงแซงหน้าสหรัฐได้แน่ๆ          

ความยิ่งใหญ่ของธุรกิจออนไลน์ในยุคโลกไร้พรมแดนนั้นเรียกได้ว่า “ไร้ขอบเขต” ดังเช่นที่บริษัทอี-คอมเมิร์ซเจ้าใหญ่ของจีนชื่อ Alibaba บุกไปสร้างประวัติศาสตร์ในตลาดหุ้นนิวยอร์กด้วยหุ้น IPO ราคาแพงที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหุ้นสหรัฐ ในราคาหุ้นละ 68 เหรียญสหรัฐ หรือราว 2,100 บาท/หุ้น โค่นบริษัทบัตรเครดิต “วีซ่า” (Visa) แชมป์เก่าอย่างราบคาบ และเพียงวันแรกที่เปิดเทรด ราคาก็ทะยานสูงถึง 93.89 เหรียญสหรัฐ/หุ้น ดันให้มูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) ของ Alibaba อยู่ที่ 228.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ แซงหน้าธุรกิจออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของเจ้าบ้านอย่าง Facebook, eBay หรือแม้แต่ Amazon ไปในทันที

การค้าปลีกออนไลน์ของจีนในปัจจุบันนี้ เติบโตจนเหลือผู้นำตลาดเพียงไม่กี่รายเท่านั้น โดยมีเว็บไซต์สัญชาติจีนอย่าง Tmall ในเครือ Alibaba และ JD ของบริษัท จินตง เป็นผู้นำ ทั้งคู่ครองส่วนแบ่งตลาด Business to Consumer (B2C)  ร่วมกันถึง 80% ในขณะที่ตลาด Consumer to Consumer  (C2C)  ตกเป็นของ Taobao ในเครือ Alibaba นั่นเอง โดยกวาดส่วนแบ่งตลาดไปกว่า 95% จนแทบไม่เหลือที่ว่างให้ผู้เล่นขนาดเล็ก หรือผู้เล่นหน้าใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดได้เลย แม้แต่ Amazon เจ้าพ่ออี-คอมเมิร์ซซึ่งประสบความสำเร็จทั่วโลกก็แทบจะเอาตัวไม่รอดในตลาดจีน ซึ่งในที่สุดเว็บไซต์ amazon.cn ต้องหันมาพึ่งพาแพลตฟอร์มของ Tmall เพื่อเปิดร้านของตัวเอง

เนื่องจากพฤติกรรมจับจ่ายอันมีลักษณะเฉพาะตัวของคนจีนที่ส่วนใหญ่ยังกังวลต่อการใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตออนไลน์ กังวลในความน่าเชื่อถือของผู้ขายที่ไม่เคยเจอะเจอตัวจริง รวมทั้งกังวลเรื่องประสิทธิภาพในการจัดส่งสินค้า ทำให้ Alibaba ต้องสร้าง Alipay หรือระบบรับชำระเงินออนไลน์ขึ้นเพื่อแก้ปัญหาโดยเฉพาะ โดย Alipay จะหักเงินจากบัญชีลูกค้าหลังได้รับสินค้า จูงใจให้ผู้ซื้อเชื่อมั่นต่อธุรกิจของตน ในขณะที่ JD ลงทุนสร้างระบบขนส่งและกระจายสินค้าของตัวเองเพื่อให้ผู้ซื้อมั่นใจว่าสินค้าจะไม่เสียหายระหว่างส่งมอบ

eMarketer ระบุว่า ยอดขายของธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ทั่วโลกในปี 2014 มีมูลค่ารวม 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีสัดส่วน 5.9% ของยอดค้าปลีกทั้งหมด โดยยอดในจีนกับสหรัฐรวมกันแล้วมีสัดส่วนถึง 55% ของมูลค่าซื้อขายออนไลน์ทั่วโลก และคาดว่ายอดค้าปลีกออนไลน์จะเติบโตเป็น 8.8% ของยอดค้าปลีกทั้งหมดทั่วโลกภายในสามปีข้างหน้า

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาเฉพาะแผ่นดินจีนที่มียอดค้าปลีกออนไลน์เติบโตถึง 35% ในปี 2014 แต่อัตราเติบโตนี้มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ จนคาดว่าจะเหลือเพียง 18% ในปี 2018  ทำให้นักลงทุนที่มองการณ์ไกลเริ่มแสวงหาตลาดใหม่ๆ เพื่อเข้าไปลงทุนแสวงหาผลตอบแทนต่อจากจีน

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน