posttoday
ปฏิรูปประเทศไท ต้องปฏิรูปภาษี (ต่อ)

ปฏิรูปประเทศไท ต้องปฏิรูปภาษี (ต่อ)

20 กรกฎาคม 2553

 

 

....กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

2.1.3 เก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของผู้ลงทุนระยะสั้น

เมื่อเร็วๆ นี้มีแนวคิดจากนักศึกษาวิทยาลัยตลาดทุน เสนอให้มีการเก็บภาษีเงินได้จากผู้ลงทุนที่เป็นบุคคลธรรมดาในตลาดหลักทรัพย์ ผมเองก็ได้เคยเสนอให้ยกเลิกการยกเว้นภาษีเงินได้ของผู้ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ (ซึ่งมีอยู่แค่ 3 แสนคน) โดยให้เรียกเก็บในอัตราต่ำและสามารถหักผลขาดทุนเป็นรายจ่าย โดยให้บริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้ดูแล แต่ยังคงยกเว้นแก่ผู้ถือหุ้นในลักษณะลงทุนระยะยาว เช่น กองทุนรวม การถือหุ้นอย่างน้อย 12 เดือน ผมยังคงยืนยันความเห็นนี้ เพราะผมเชื่อว่าเงินส่วนนี้รัฐบาลก็สามารถนำไปชดเชยค่าภาษีส่วนที่ขาด เพราะเท่าที่ดูกันก็จะพบว่าจะมีการซื้อขายหลักทรัพย์กันประมาณวันละ 12 หมื่นล้านบาท ถ้าคิดง่ายๆ ว่า ปีหนึ่งมีการซื้อขายกันประมาณ 200 วัน ก็จะมียอดซื้อขายกันประมาณเดือนละ 4 แสนล้านบาท ถ้าหากเราคิดเฉลี่ยอัตราภาษีในอัตราง่ายๆ ร้อยละ 5 รวมทั้งให้หักผลขาดทุนได้ เฉลี่ยแล้วก็จะได้เงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท หักกลบผลขาดทุนที่ผู้เสียภาษีนำมาหักก็อาจจะมีเงินได้ประมาณปีละ 1 หมื่นล้านบาท อย่างสบายๆ ประเด็นเหล่านี้อาจจะมีผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์ในระยะสั้น และอาจจะเป็นการลดกระแสความไม่พอใจของคนในสังคมไทยได้เช่นกัน การกำหนดหลักเกณฑ์กำกับทำได้ไม่ยาก โดยรัฐบาลอาจให้บริษัทหลักทรัพย์ช่วยเก็บและจ่ายค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทหลักทรัพย์ตามจำนวนภาษีที่เก็บได้เป็น 25% ของภาษี

2.1.4 พิจารณาปรับปรุงเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นให้ไม่เกิน 10% โดยต้องพิจารณาลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลลงให้สอดคล้องด้วย และต้องให้ผู้มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบจากภาษีมูลค่าเพิ่มน้อยที่สุด เช่น อาจให้คงอัตราเดิมสำหรับสินค้าที่จำเป็น หรือยกเว้นกรณีการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคไม่เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด และเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าหรือบริการที่ไม่จำเป็น

2.2 ภาษีเงินได้นิติบุคคล

กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลก็คล้ายๆ กับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะปัจจุบันมีบริษัทที่เสียภาษีเงินได้น้อย (หลายบริษัทได้รับประโยชน์จากสิทธิภาษีจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนซึ่งได้รับการยกเว้นภาษี) ต้องยอมรับว่าการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องทำควบคู่กับการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผมจึงขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาดังนี้

2.2.1 ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลและเก็บภาษีเงินได้บริษัท BOI โดยเริ่มจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก่อน

ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เหลือในอัตราที่แข่งขันกับฮ่องกงหรือสิงคโปร์ได้ เช่น ค่อยๆ ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% ลงเป็น 27% 25% และ 20% ในที่สุดโดยใช้เวลา 4 ปี ในขณะเดียวกันก็ควรจะคงให้อัตราภาษีสำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ให้แตกต่างกับบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียน กล่าวคือ ควรลดภาษีบริษัทจดทะเบียนให้เหลือ 25% 22% 20% และ 18% โดยใช้เวลา 4 ปี ตามลำดับ เพื่อจะให้สอดคล้องกับนโยบายการให้บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น เพราะหากไม่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อจูงใจแล้ว กิจการก็ไม่อยากจะเข้าไปจดทะเบียน เพราะมีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามอย่างมากมาย การส่งเสริมเช่นนี้ก็จะทำให้ตลาดทุนเข้มแข็ง ปัจจุบันมาตรการส่งเสริมสิทธิประโยชน์สำนักงานภูมิภาค (ROH) จะทำให้บริษัทไทยที่ลงทุนต่างประเทศจะเสียภาษีอยู่ในอัตราร้อยละ 20 หากมีการวางแผนภาษีที่ดี ผมเชื่อว่าหากทุกบริษัทเสียภาษี จำนวนเงินภาษีที่รัฐบาลจะเก็บได้ก็จะมากขึ้น เช่นเดียวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมทั้งกรณีการลดสิทธิประโยชน์ ยกเว้นภาษีเงินได้ BOI ลง โดยอาจเก็บในอัตราต่ำกว่าปกติ เช่น เริ่มจาก 10% ก่อน ก็จะทำให้รัฐเก็บภาษีเพิ่มมากขึ้นโดยเริ่มจากธุรกิจใหม่ ไม่กระทบของเดิม

2.2.2 การหักค่าใช้จ่ายเพิ่มจากการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา และพัฒนาสังคมหรือตามนโยบายพิเศษ

การหักค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาหรือความรับผิดชอบต่อสังคม และการลงทุนใหม่ โดยลักษณะการที่ให้เอกชนมีบทบาทส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคมและการศึกษา เช่น การหักค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา (R.D.) (ซึ่งปัจจุบันก็มีอยู่แต่มีเงื่อนไขมาก) หรือการนำค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและสังคมให้มากกว่า 2% ของรายรับ ทั้งนี้เพื่อให้เอกชนมีบทบาทในการพัฒนาสังคม แข่งขัน แบ่งปันการเรียนรู้ และมีความรับผิดชอบต่อสังคมโดยตรง แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขและวิธีการที่โปร่งใสตรวจสอบได้ เพราะปัจจุบันการให้รัฐบาลเข้าไปส่งเสริมธุรกิจในเชิงลึกหรือลงทุนเพื่อยกระดับการศึกษาของประชาชนและผู้ด้อยโอกาสในสังคมก็ยังขาดประสิทธิภาพ การให้เอกชนมีบทบาทในการส่งเสริมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม หรือที่เรียกว่า CSR (Corporate Social Responsibility) ให้มีบทบาทอย่างแท้จริง รวมตลอดถึงการให้หักค่าใช้จ่ายค่าเสื่อมราคาได้ในอัตราพิเศษสำหรับการขยายการลงทุนใหม่ในธุรกิจที่รัฐบาลกำหนดเป็นนโยบาย เช่น กรณีบริษัท BOI อาจไม่ยกเว้นภาษี แต่ให้หักรายจ่ายบางอย่างตามนโยบาย เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือการฝึกอบรมคนไทย หรือค่าใช้จ่ายที่จ่ายในประเทศไทยในบางเรื่องให้มากกว่าอัตราปกติหรืออัตราเร่งเพื่อให้ภาษีสุทธิอาจจะอยู่ในอัตราที่ยอมรับได้ เช่น 1020% โดยในระยะแรกอาจแทบไม่ต้องเสียภาษีก็ได้

2.2.3 การแก้ไขเรื่องภาษีของการควบกิจการ รวมถึงการใช้ผลขาดทุนของบริษัทควบกิจการได้ รวมทั้งการให้กลุ่มบริษัทสามารถยื่นเสียภาษีรวมโดยใช้ผลขาดทุนของบริษัทในเครือเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจไทย (ซึ่งอยู่ในระหว่างการศึกษาของคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุน)

2.2.4 การกำหนดมาตรฐานทางบัญชีภาษีอากรและมาตรฐานทางบัญชีให้สอดคล้องกัน

2.2.5 กำหนดให้บริษัทที่เสียภาษีเงินได้หรือมีกำไรเท่านั้นที่จะได้รับสิทธิในการยื่นประมูลงานของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจได้ โดยขึ้นอยู่กับประเภทของงานและผลกำไรต่อรายรับอันจะส่งผลให้บริษัททำงบการเงินที่ตรงไปตรงมาและโปร่งใสเพื่อรับงานจากหน่วยงานของรัฐ

2.2.6 ลดอัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายให้อยู่ในอัตราเดียวกันและมีกลไกการคืนภาษีที่รวดเร็ว

2.2.7 เพิ่มมาตรการนิรโทษกรรมก่อนใช้กฎหมายใหม่และต้องมีโทษที่รุนแรงหากยังคงพบว่ามีการหนีภาษี

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน