
ปรเมธีมองศก.ปี'59 ‘ลงทุนรัฐนำ-ดอกเบี้ยต่ำหนุน’
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
ในวันที่ 16 พ.ย.นี้ ต้องจับตาตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2558 ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ซึ่ง "โพสต์ทูเดย์" มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “ปรเมธี วิมลศิริ” เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ถึงมุมมองของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้และแนวโน้มปี 2559
ปรเมธี ระบุว่า เศรษฐกิจโลกปีนี้ไม่ค่อยดีนักและแต่ละประเทศต่างก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน ส่วนเศรษฐกิจไทยปีนี้ยังพอไปได้ โดยครึ่งปีแรกเศรษฐกิจขยายตัวเกือบ 3% ส่วนครึ่งหลังของปีน่าจะขยายตัวในระดับที่ใกล้เคียงกัน และเมื่อดูจากตัวชี้วัดต่างๆ ในไตรมาส 3 ก็ไม่ได้ทรุดลงหรือแย่ลงนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่เศรษฐกิจไตรมาส 3 ออกมาค่อนข้างต่ำ ดังนั้นเมื่อเทียบกับภาพรวมของโลกแล้วต้องถือว่าไทยทำได้ดีในสถานการณ์แบบนี้ โดย สศช.คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวต่ำกว่า 3% แต่จะไม่น้อยกว่า 2.7%
"เศรษฐกิจทั้งปีจะขยายตัวสูงกว่า 3% หรือไม่ ต้องรอดูไตรมาส 3 ก่อน แต่ไตรมาส 3 น่าจะดีกว่าไตรมาส 2 ที่โต 2.8% ส่วนไตรมาส 4 ยังไม่แน่ เพราะฐานปีที่แล้วสูง แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมาในไตรมาส 4 จะช่วยได้มาก โดยเฉพาะภาคที่ได้รับกระทบจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำจะไม่ให้แย่ไปกว่านี้ และทั้งปีน่าไม่หลุดกรอบที่ สศช.ประมาณการที่ 2.7-3.2% แต่ขอบด้านสูงคงจะไม่เกิน 3%"
ปรเมธี กล่าวว่า ในปีนี้พระเอกของเศรษฐกิจไทย คือ การท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภาครัฐ แม้ว่าภาคการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดแยกราชประสงค์ในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาส 3 แต่ก็ยังขยายตัวได้ 31% ส่วนการลงทุนภาครัฐ สศช.คาดว่าทั้งปีจะขยายตัว 9.8% ขณะที่การบริโภคเอกชนจะขยายตัวที่ 2.6% เทียบกับปีที่แล้วที่ขยายตัวเพียง 0.3%
"แม้ว่าเศรษฐกิจปีนี้จะโตต่ำกว่า 3% และทำให้ตัวเลขว่างงานขยับขึ้นเล็กน้อย แต่การที่เศรษฐกิจครึ่งปีแรกขยายตัวได้เกือบ 3% จาก 0.9% ในปีที่ผ่านมา ถือเป็นการฟื้นตัวที่โอเคแล้ว และชัดเจนว่าเศรษฐกิจกลับมาขยายตัวเพียงพอที่จะรองรับการจ้างงานได้ ส่วนที่หลายกลุ่มมองว่าเศรษฐกิจแย่อยู่ ก็เพราะมีบางเซ็กเตอร์ได้รับผลกระทบแรง เช่น ภาคเกษตรและผู้มีรายได้น้อย รวมถึงคนอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดี เพราะทุกปีเคยโตได้ 4-5% และเราไม่ค่อยได้ยินคนที่ได้รับผลดีบ่น คือ น้ำมันที่ลดลงทำให้มีเงินเหลือในกระเป๋าเพิ่ม และคนจำนวนมากออกไปเที่ยวต่างประเทศ"
สำหรับภาคการส่งออก ปรเมธี มองว่า ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น แม้ล่าสุดเดือน ก.ย. จะยังติดลบ 5.51% ในรูปเงินเหรียญสหรัฐ แต่หากหักทองคำและน้ำมันออกไป การติดลบจะอยู่ที่ 3% ขณะที่บางประเทศลบ 20% และที่ติดลบมากมีทั้งสิงคโปร์ ญี่ปุ่น อินเดีย จีน ที่ยังบวกอยู่มีเพียงเวียดนาม
“เราจะเห็นว่ามันเริ่มเปลี่ยนเทรนด์ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าทำให้สภาพการส่งออกดีขึ้นในเรื่องของรายได้ และที่จริงถ้ามองในรูปเงินบาทการส่งออกถือว่าเป็นข่าวดี คือ ในเดือน ก.ย.จะพบว่าการส่งออกในรูปเงินบาทเริ่มกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบปี โดยบวกอยู่ 5% ดังนั้น ประเด็นด้านลบที่มาจากราคาเริ่มน้อยลง แต่ยังต้องประเมินอีกครั้งว่าการส่งออกทั้งปีจะติดลบมากกว่า 3% หรือไม่ ส่วนในช่วงที่เหลืออีก 2 เดือนของปีนี้ ไม่น่าจะมีอะไรที่หวือหวาเข้ามาทำให้เศรษฐกิจออกมาผิดไปกว่าที่คาดไว้ แต่หากมีประเด็นเซอร์ไพรส์คงเป็นปีหน้ามากกว่า"
ปรเมธี ประเมินว่า เศรษฐกิจปี 2559 จะดีกว่าปี 2558 คือ เติบโตมากกว่า 3% ข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดทำงบประมาณปี 2559 ได้มองไว้ที่ 4% และที่ยังไม่มองไปถึงว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 4-5% เพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ชัดเจนว่าจะฟื้นตัวดีขนาดนั้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยปีหน้าจะเติบโต โดยมีการลงทุนภาครัฐเป็นตัวนำ ส่วนการส่งออกจะดีขึ้นตามเศรษฐกิจโลก แต่ราคาทรงตัว ส่วนจะเติบโตได้ 5% อย่างที่บางสำนักประเมินหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าคงไม่สูงอย่างนั้น เพราะตัวเลขที่ผ่านมาก็สะท้อนอยู่แล้วว่าเศรษฐกิจโลกไม่ได้ช่วยให้การส่งออกโตได้เท่าไร แต่อย่างน้อยขณะนี้ก็เริ่มเห็นการส่งออกเริ่มนิ่งแล้ว
"Base Case คนก็ยังมองว่าโลกฟื้น เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าปีหน้าจะโต 3.6% จากปีนี้ 3.1% เป็นผลจากยักษ์ใหญ่ คือ สหรัฐเอาตัวรอดไปแล้ว เศรษฐกิจมีสัญญาณค่อยๆฟื้น และการขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.หรือต้นปีหน้า จะเป็นการคอนเฟิร์มการฟื้นตัวของสหรัฐ ส่วนจีนน่าจะพยายามรักษาตัวเลขให้ไม่ต่ำกว่า 7% ไม่มาก เขามีกำลังอยู่เยอะ และพร้อมใช้มาตรการเข้าไปดูแลเหมือนช่วงที่ผ่านๆมา แล้วจะทำให้คนอื่นใช้มาตรการอัดฉีดตามมาก็เป็นไปได้ การส่งออกไทยปีหน้าจะดีขึ้น แต่ถ้าถามโต 5% โอเวอร์ไหม ส่วนตัวคาดว่ามันคงไม่เยอะขนาดนั้น"
ปรเมธี ย้ำว่า พระเอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2559 และรัฐบาลต้องชูขึ้นมา นั่นก็คือการลงทุน โดยภาครัฐจะต้องขับเคลื่อนผ่านโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติไว้แล้วหลายโครงการให้เริ่มออกมาให้ได้ เช่น มอเตอร์เวย์ ทางรถไฟ และเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะเป็นตัวนำลงทุนเอกชน ตลอดจนการสร้างโอกาสการลงทุนในทุกกลุ่มรวมถึงเอสเอ็มอี ส่วนภาคการท่องเที่ยวจะยังเป็นแรงสนับสนุนหลักของเศรษฐกิจในปีหน้าเช่นเดิม
"การลงทุนโครงการขนาดใหญ่จะเป็นตัวนำลงทุนเอกชน เพราะนักลงทุนเองก็มองหาโอกาส ภาครัฐก็ได้สร้างโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตไม่สูง รัฐต้องสร้างโอกาสผ่านการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ"
อย่างไรก็ตาม แม้จะมองภาพเศรษฐกิจในปี 2559 ไว้ค่อนข้างดี แต่ ปรเมธี บอกว่า มีความเสี่ยงที่ต้องระวัง คือ ปัจจัยเศรษฐกิจโลก ส่วนปัจจัยในประเทศไม่น่าห่วงนัก แม้จะมีปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ทำให้การบริโภคในประเทศไม่ได้เติบโตสูงเท่าที่ควร และไม่มีสัญญาณการเพิ่มขึ้นของหนี้เสียจนน่าเป็นห่วง
"สถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังเป็นปัจจัยเสี่ยง เพราะแม้จะมีการประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.6% แต่ก็เป็นตัวเลขที่ปรับลดมาจาก 3.8% ซึ่งเศรษฐกิจโลกที่ว่ามีความเสี่ยงนั้น ไม่ได้มาจากสาเหตุที่ว่าสหรัฐหรือยุโรปฟื้น เพราะขณะนี้เศรษฐกิจในยุโรปหลายประเทศดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นสเปน อิตาลี และประเทศอื่นๆ แต่ที่ไอเอ็มเอฟยังเห็นว่ายังลงต่อ คือ รัสเซียที่เศรษฐกิจหดตัว 4-5% และดึงภาพรวมลง เช่นเดียวกับเศรษฐกิจจีนที่น่ากังวลที่สุด แต่ยังเชื่อว่าจีนจะสามารถควบคุมได้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ประเมินได้ยาก คือ ปัญหาตะวันออกกลาง หากเกิดความรุนแรงอะไรขึ้นก็อาจจะสร้างความผันผวนได้เป็นระยะๆ"
ปรเมธี ประเมินว่า ในส่วนสถานการณ์การเมืองนั้นสภาพัฒน์ไม่ได้มองว่าเป็นความเสี่ยงและการวิเคราะห์ของนักลงทุนตอนนี้ก็ไม่ได้มองว่าการเมืองเป็นความเสี่ยง เพราะรัฐบาลเองก็อยู่ในกรอบเวลาของการปฏิรูปตามสูตร 6+4+6+4 แต่ที่อาจต้องระมัดระวังและติดตามในประเทศ คือ ปัญหาภัยแล้งและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่อาจกระทบต่อผลผลิตภาคเกษตร
ส่วนความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน ปรเมธี มองว่า จะเป็นไปอย่างจำกัด เพราะแม้ว่าการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐจะเป็นการดึงดูดให้เงินกลับไปสหรัฐ และทำให้ค่าเงินสกุลต่างๆ รวมถึงเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง แต่สศช.คาดว่าค่าเงินบาทจะอ่อนค่ามากกว่า 34 บาท/เหรียญสหรัฐ เล็กน้อย เพราะก่อนหน้านี้เงินไหลออกไปมากแล้ว ขณะที่สหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้มากนัก
"ตอนนี้เงินมันล้นโลก แต่กำลังซื้อมันไม่ได้เพิ่มขึ้น และที่แน่ๆ เงินพิมพ์ไว้มันจะไหลกลับไปประเทศที่ขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งสหรัฐก็ลังเลอยู่ว่าจะขึ้นดอกเบี้ยได้แค่ไหน เพราะเขากลัวว่าเงินไหลกลับและจะทำให้เกิดเงินเฟ้อตามมา เมื่อถึงตอนนั้นหากสหรัฐจะใช้ดอกเบี้ยจัดการ ก็เกรงว่าเศรษฐกิจจะฟื้นได้ไม่เต็มที่อีก ส่วนผลกระทบต่อเราคงไม่มาก เพราะเงินไหลเข้าคนอื่นมากกว่าเราและในช่วงที่ผ่านมาก็ไหลออกไปมากแล้ว จึงคาดว่าค่าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปีจะอ่อนค่ากว่า 34 บาท/เหรียญสหรัฐ เล็กน้อย"
ปรเมธี เสนอว่า นโยบายสร้างการเติบโตจากภายในประเทศของรัฐบาลขณะนี้เป็นการตอบโจทย์ในระยะสั้น ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ดีนัก แต่ในระยะยาวจะต้องเร่งรัดเรื่องการกระจายรายได้ หากการกระจายรายได้ดีขึ้น จะสร้างกำลังซื้อในประเทศได้ในระยะยาว ส่วนการผลิตสินค้าไปขายทั่วโลกก็มีความสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจโลกกลับมาดีขึ้น
ขณะที่การกำหนดนโยบายอัตราดอกเบี้ยของไทย ปรเมธี มองว่า จะต้องพิจารณาปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก โดยต้องใช้อัตราดอกเบี้ยผ่อนคลายและช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทย ส่วนปีหน้าคาดว่าราคาน้ำมันจะเคลื่อนไหวที่เฉลี่ย 40-50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
“ช่วงที่ผ่านมาเราลดดอกเบี้ยลงไป ซึ่งเป็นสัญญาณว่ามาตรการการเงินจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับนโยบายการคลัง แต่ในระยะต่อไปก็ยังต้องรักษาเรื่องความช่วยเหลือ หรือช่วยซัพพอร์ตเศรษฐกิจ จึงต้องรักษาเรื่องของ Accommodative (ผ่อนคลาย) เอาไว้ ซึ่งระดับปัจจุบันก็ถือว่าสนับสนุนเศรษฐกิจ” ปรเมธี ทิ้งท้าย







