posttoday
บัณฑิตใหม่

บัณฑิตใหม่

09 พฤศจิกายน 2558

ช่วงเดือนนี้ มีงานพระราชทานปริญญาบัตรในหลายมหาวิทยาลัย รวมทั้งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังของผม สร้างความยินดีแก่บัณฑิตใหม่และครอบครัวที่ได้ชื่นชมลูกหลานสำเร็จระดับปริญญา ในความปีติยินดีของผมนั้น ก็ยังมีความเป็นห่วงว่า อนาคตของบัณฑิตใหม่เหล่านี้จะเป็นอย่างไร เมื่อเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง

ช่วงเดือนนี้ มีงานพระราชทานปริญญาบัตรในหลายมหาวิทยาลัย รวมทั้งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังของผม สร้างความยินดีแก่บัณฑิตใหม่และครอบครัวที่ได้ชื่นชมลูกหลานสำเร็จระดับปริญญา ในความปีติยินดีของผมนั้น ก็ยังมีความเป็นห่วงว่า อนาคตของบัณฑิตใหม่เหล่านี้จะเป็นอย่างไร เมื่อเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง

ปัจจุบันมีบัณฑิตจบใหม่ปีละ 3 แสนกว่าคน จากทุกมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่เข้าสู่ตลาดแรงงานทันที แต่ก็มีบางส่วนศึกษาต่อ ส่วนที่ทำงานจะเห็นสถิติที่น่าตกใจว่า บัณฑิตจำนวนมากไม่ได้ทำงานตรงสาขาที่เรียนมา เช่น จบวิศวะไปทำงานสายการเงิน จบครุศาสตร์ไปทำงานสายอาชีพไม่เป็นครู หรือจบกฎหมายไปเป็นเซลส์ขายของ เป็นต้น

ขณะที่บัณฑิตที่ทำงานตามสาขาที่เรียนมา ก็กลับไม่สามารถทำงานได้จริง เพราะไม่สามารถปะติดปะต่อความรู้ที่เรียนมาตลอด 4 ปี ออกไปประยุกต์ใช้หรือบูรณาการให้สร้างสรรค์งานได้จริง มีรายงานจากผู้ประกอบการว่า บริษัทต้องฝึกอบรมบัณฑิตใหม่อย่างน้อย 6 เดือน-1ปี จึงจะปฏิบัติงานได้ หมายความว่าเอกชนยังต้องลงทุนเพิ่มต่อจากรัฐ เพื่อสร้างบัณฑิตให้ใช้งานได้จริงๆ

ยิ่งน่าตกใจ หากรู้ข้อมูลว่านักศึกษาปริญญาตรีของไทย เรียนวิชามากกว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกเสียอีก เช่น นักศึกษาวิศวะของไทยเรียนประมาณ 150 หน่วยกิต หรือเกือบ 50 วิชา ถึงจะได้รับปริญญาตรี ขณะที่นักศึกษาของสถาบันเทคโนโลยีแห่งรัฐแมสซาชูเซตส์ หรือ เอ็มไอที มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกในปีนี้ เรียนเพียง 32 วิชา ก็จบปริญญาตรีได้แล้ว แต่ทำไมบัณฑิตไทยที่เรียนมากกว่ากลับด้อยกว่าในการทำงาน และในด้านสร้างสรรค์

ผมมองว่านักศึกษาไทยเรียนมากวิชาเกินไป จนไม่มีเวลาค้นคว้าลงลึกในเนื้อหาที่เป็นแก่น และไม่เคยได้มีโอกาสบูรณาการวิชาเรียน จึงไม่เกิดการเชื่อมโยง ยิ่งเรียนมากกลับยิ่งงง ยิ่งไม่เก่ง นี่คือจุดอ่อนที่มหาวิทยาลัยต้องรีบแก้ไข

หากปล่อยให้มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตแบบไม่โฟกัส ไม่เน้นความรู้ที่แตกฉาน จบออกมาปีละ 3 แสนคน เมื่อ 10 ปีข้างหน้าเราจะมีพลเมืองที่ไม่เก่ง ไม่คม เพิ่มขึ้นอีก 3 ล้านคน ประเทศไทยก็จะอืดเหมือนเดิม พัฒนาไม่ได้

ที่จริงแล้ว เราลงทุนกับการศึกษามากกว่า 5 แสนล้านบาท/ปี หรือเป็นอัตราส่วนต่อจีดีพีสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก แสดงว่าคนไทยทุ่มเรื่องการศึกษา แต่ทำไมความล้มเหลวเกิดขึ้นในทุกระดับ ตั้งแต่ประถม มัธยม จนถึงมหาวิทยาลัย เพราะถ้าระดับแรกไม่ดี ก็ส่งผลถึงระดับต่อมา โยงกันเป็นลูกโซ่

ปัญหาส่วนสำคัญมาจากเรื่องการจัดการหลักสูตรการเรียนการสอน หลักสูตรที่ล้าหลังไม่ยืดหยุ่น ไม่มองโลกอนาคต เช่น เด็กประถมเรียนมากชั่วโมงกว่าเด็กในประเทศที่พัฒนาแล้ว แถมยังไม่ดึงดูดให้อยากเรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ที่เป็นวิชาสร้างโลก ส่งผลต่อเนื่องกันมาให้เด็กที่จะเข้ามหาวิทยาลัยมีพื้นฐานอ่อนลงเรื่อยๆ

หลักสูตรที่ดีจึงเปรียบเสมือนแม่พิมพ์ที่ปั๊มลูกหลานเราให้ออกไปแข่งขันกับโลกได้ แต่เมื่อแม่พิมพ์โบราณก็ยากที่่จะสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เยี่ยมยอดได้ การปฏิรูปการศึกษาไทยจึงต้องเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ใช่หลายปีทำที เพราะเรื่องการศึกษาเป็นหัวใจของการสร้างชาติ

หากเรายังลงไปแก้ไม่ตรงจุด การศึกษาไทยก็จะเป็นแบบขาดๆ เกินๆ คือ เรียนมากเกิน แต่ขาดความคิด บัณฑิตใหม่ที่เรียนจบออกมา ก็เป็นที่พึ่งได้ยาก

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค