
ค้าขายกับกัมพูชา
มีผู้อ่านที่เป็นผู้ผลิตสินค้ารายกลางในไทยสอบถามว่า ถ้าจะทำการค้าขายกับกัมพูชาควรเริ่มต้นอย่างไร และหากต้องการใช้กัมพูชาเป็นสะพานเชื่อมไปยังเวียดนามควรทำอย่างไร
มีผู้อ่านที่เป็นผู้ผลิตสินค้ารายกลางในไทยสอบถามว่า ถ้าจะทำการค้าขายกับกัมพูชาควรเริ่มต้นอย่างไร และหากต้องการใช้กัมพูชาเป็นสะพานเชื่อมไปยังเวียดนามควรทำอย่างไร
ผมเสนอว่าสิ่งแรกที่ควรศึกษาก่อน คือ มาตรการด้านภาษี ซึ่งผมขอสรุปให้เห็นดังนี้
1.กลุ่มสินค้าที่ยกเว้นภาษีในการนำเข้ามา เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนา เช่น เครื่องมือเครื่องจักรทางการเกษตร อุปกรณ์การศึกษา ยารักษาโรค และเครื่องกีฬา เรียกเก็บภาษีร้อยละ 0
2.กลุ่มสินค้าชั้นกลาง เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก กระเบื้อง หรือสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน เช่น เนื้อสัตว์ ผลไม้ ชา น้ำมันพืช น้ำตาล สบู่ รองเท้า เสื้อผ้า และรถจักรยาน จะเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 7
3.กลุ่มสินค้าประเภทเครื่องจักรและอุปกรณ์ น้ำมันดีเซล เก็บภาษีร้อยละ 15
4.กลุ่มสินค้าสำเร็จรูป และสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น โทรทัศน์ เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน รถยนต์ ไวน์ น้ำมันเบนซิน และน้ำหอม เก็บสินค้านำเข้าร้อยละ 35
นอกจากนี้ การนำเข้าสินค้าในทุกรายการจะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 10 ของราคานำเข้า
ถ้าคุณส่งออกกระเบื้องปูพื้น หินอ่อน คุณต้องเสียภาษี 35% ของราคา แล้วต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 10% สินค้าในกลุ่มเหล่านี้คุณส่งออกไปได้อิสระเลย แล้วสำแดงรายการตามที่ทางการร้องขอมา
แต่ถ้าคุณส่งออกสินค้าอีกกลุ่ม คุณจะต้องขออนุญาตจากทางการกัมพูชา และต้องแจ้งใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า เพราะรัฐบาลต้องการควบคุม ซึ่งต้องบอกว่ารัดกุมกว่าไทย มากๆ ขอบอก สินค้าเหล่านั้นมี 3 กลุ่ม
กลุ่มแรก เป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตนำเข้า ได้แก่ อาวุธปืน ยารักษาโรค อัญมณี ทองคำ และน้ำกรด
กลุ่มที่สอง เป็นสินค้าที่ต้องขอใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าจากกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป
หากคุณไปตั้งสำนักงานอยู่ที่กัมพูชาแล้วต้องการส่งออกสินค้ามาไทยในกลุ่มวัตถุโบราณ ยางพารา และไม้ จะต้องขออนุญาตจากทางการกัมพูชา
อีกเรื่องคือสินค้าที่นำเข้ามาในกัมพูชาที่มูลค่าเกินกว่า 4,000 เหรียญสหรัฐ จะต้องผ่านการตรวจสอบเพื่อประเมินราคาและชำระภาษีศุลกากร ซึ่งปัจจุบันมีบริษัท Societe Generale de Survillance S.A. (SGS) มาประเมินราคาและดำเนินการแทนรัฐบาลอยู่







