
AISปั้นสตาร์ทอัพไทยบุกโลก
เอไอเอสใช้เครือข่ายสิงเทลต่อยอด ส่งสตาร์ทอัพไทยบุกตลาดโลก
เอไอเอสใช้เครือข่ายสิงเทลต่อยอด ส่งสตาร์ทอัพไทยบุกตลาดโลก
นายสุวิทย์ อารยะวิไลพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานบริหารผลิตภัณฑ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เปิดเผยว่า บริษัทได้นำสตาร์ทอัพไทยที่ชนะจากโครงการ “เอไอเอส เดอะ สตาร์ทอัพ” ไปนำเสนอผลงานที่บริษัท สิงเทล ที่สิงคโปร์ และจะนำไปแข่งขันในระดับภูมิภาคต่อไป
สำหรับการจัดกิจกรรมภายใต้โครงการ “เอไอเอส เดอะ สตาร์ทอัพ” ต่อเนื่องปีที่ 5 ประกาศผลผู้ชนะเลิศโครงการไปแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งในปี 2558 พบว่ามีสตาร์ทอัพที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 300 ทีม ซึ่งสูงสุดในรอบ 5 ปี ที่มีจำนวนราว 1,000 ทีม หรือเฉลี่ยมีผู้สนใจสมัครราว 200 ทีม/ปี
ทั้งนี้ ปัจจัยที่เข้ามาสนับสนุนการขยายตัวของสตาร์ทอัพไทย มาจาก 1.ภาพรวมตลาดที่ขยายตัวจากการเพิ่มขึ้นของสังคม หรือชุมชนสตาร์ทอัพในไทยที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น และ 2.การทำตลาดเชิงรุกของบริษัทต่างๆ เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ จากการแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกับหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินการแข่งขันระดับภูมิภาค ระบุว่า นักพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีจากไทยมีความโดดเด่นน่าสนใจติดอันดับ 1 ใน 3 ระหว่างโอเปอเรเตอร์ในกลุ่มสิงเทล ประกอบด้วย 6 ประเทศ คือ สิงเทล ประเทศสิงคโปร์ ออปตัส ประเทศออสเตรเลีย แอร์เทล ประเทศอินเดีย และแอฟริกา โกลบ เทเลคอม ประเทศฟิลิปปินส์ เทลคอมเซล ประเทศอินโดนีเซีย และเอไอเอส ประเทศไทย
นายสุวิทย์ กล่าวว่า สตาร์ทอัพที่ต้องการออกตลาดต่างประเทศได้นั้นจะต้องมีจุดเด่น คือ ผลิตภัณฑ์มีความเป็นสากล นำไปใช้ได้ในทุกประเทศโดยไม่มีข้อจำกัดจากการใช้เนื้อหาท้องถิ่น (โลคัล คอนเทนต์) และสุดท้าย ตัวเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่มีความชำนาญในการนำเสนอผลงาน (พรีเซนเทชั่น) ได้อย่างคล่องแคล่ว โดยเฉพาะการใช้ภาษาอังกฤษ เพื่อดึงดูดกลุ่มนักลงทุนที่สนใจได้ทั้งในและต่างประเทศ
ทั้งนี้ บริษัท เอไอเอส ดำเนินการอบรม (โค้ชชิง) และผลักดันสตาร์ทอัพไทยที่ชนะโครงการในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้มีโอกาสขยายธุรกิจทำตลาดในระดับสากลได้ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสร้างพันธมิตรธุรกิจดิจิทัลของบริษัท ในการทำงานร่วมกันทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับสากล ซึ่งการพัฒนาและให้การสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยมีส่วนสำคัญมาก โดยเฉพาะธุรกิจบริการที่สนับสนุนเอสเอ็มอีไทย ที่ปัจจุบันเอไอเอสมีฐานลูกค้าเอสเอ็มอีทั่วประเทศ 8.7 หมื่นบริษัท หรือราว 2.5 แสนเลขหมาย







