
ลดภาษีการโอนกับอสังหาฯปีหน้า
รัฐบาลใช้มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ที่ชะลอตัวลง “ด้วยมาตรการลดภาษี” โดยจะลดภาษีการโอนจาก 2% มาเป็น 0.01% ค่าจดจำนอง 1% เหลือ 0.01% เหมือนสมัยที่ท่านสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองนายกฯ ในสมัยรัฐบาลคุณทักษิณ ชินวัตร
รัฐบาลใช้มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ที่ชะลอตัวลง “ด้วยมาตรการลดภาษี” โดยจะลดภาษีการโอนจาก 2% มาเป็น 0.01% ค่าจดจำนอง 1% เหลือ 0.01% เหมือนสมัยที่ท่านสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองนายกฯ ในสมัยรัฐบาลคุณทักษิณ ชินวัตร
การลดภาษีการโอนครั้งนี้ “มีอายุแค่ 6 เดือน” โดย 2 เดือนแรกก่อนสิ้นปีเปิดให้ “สินค้าค้าง Stock ของผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ ในตลาดหุ้น เร่งระบายออกตลาด” เพื่อจะสามารถนำมาปรับยอดขายปลายปีทันการปิดงบดุล และอีก 4 เดือนปี 2559 ก็เพื่อจะต่อยอดการโอนที่ยังไม่ทันในปี 2558
ที่น่าสนใจอีกประการ คือ มาตรการนี้ “ไม่จำกัดราคาที่อยู่อาศัย” แพงเท่าไรก็ได้ลดเหมือนกัน และไม่จำกัดว่าใครจะมีกี่ยูนิต จะโอนกี่ยูนิตก็ได้ ซึ่งไม่เหมือนกับมาตรการเก่าๆ ที่จะพยายามกำหนดให้เป็นบ้านหลังแรก (Real Buyer) ที่ไม่เกิน 3 ล้านบาท ที่คนชั้นกลางคนชั้นล่างจะได้ประโยชน์
ครั้งนี้เหมือนกับการปล่อย Stock ทุกชิ้นทุกราคาให้หมดโดยเร็วใน 2 เดือนของไตรมาสสุดท้ายของปี 2558 และอีก 1 ไตรมาสในปี 2559
อันที่จริงตลาดอสังหาฯ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ “ยังแข็งแรงพอใช้” สร้างกันปีละ 1 แสนหลัง 75% เป็นคอนโดมิเนียม ยอดจองในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมาก็ดีมาก แต่โครงสร้างของผู้ซื้อเริ่มเปลี่ยนไป ผู้ซื้อเป็นบ้านหลังแรกเหลือประมาณ 30% อีก 60% เป็นการซื้อเพื่อลงทุน (ให้เช่าต่อ) และอีกประมาณ 10% เก็งกำไร คือขายเปลี่ยนมือก่อนจะโอน สร้างมากถึง 75% ทาวน์เฮาส์เป็นอันดับ 2 ประมาณบวกลบ 10% และบ้านเดี่ยวอีกประมาณบวกลบ 8% ที่เหลือเป็นบ้านแฝด
ผลจากมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 33 เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ก็จะพบการซื้อที่ชะลอตัว ผู้เข้าชมลดลงเล็กน้อย และผู้ที่แสดงความสนใจซื้อบ้าน มีรายได้ บวกลบ 3 หมื่นบาท ถึง 40% รายได้ไม่เกิน 5 หมื่นบาท ประมาณ 30% เกินกว่านั้น 12% และยังต้องการที่อยู่ในกรุงเทพฯ สูงถึง 55%
ที่น่าสนใจ คือ ตลาดอสังหาฯ เริ่มกระจายสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น เมืองท่องเที่ยว เมืองอุตสาหกรรมท่าเรือ เช่น สมุทรปราการ ชลบุรี ภูเก็ต พัทยา รวมทั้งเมืองชายแดนเริ่มดีขึ้น และพระเอกรองจากกรุงเทพฯ คือ “ชลบุรี ตลาดโตขึ้น” ด้วยนิคมอุตสาหกรรม
ปีหน้าเรามาดูกันอีกทีว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่จะโหมโรงเปิดตัวกันโตปีละกว่า 50% กว่า 30 โครงการเหมือนปีที่ผ่านมาไหม และตลาดอสังหาฯ จะถูกกระหน่ำด้วย Over Supply อีกหรือไม่ รัฐจะต้องออกมาโอบอุ้ม Stock ที่สร้างเกิน Demand อีกไหม
ขณะที่ผู้ประกอบการหลายบริษัทเริ่ม “กระจายฐานสินค้านอกจากที่อยู่อาศัย” มาทำพาณิชย์มากขึ้น บางราย Diversify ออกไปทำพลังงาน ซึ่งเป็นสินค้าแห่งอนาคต หลายรายเริ่มคิดรวมตัวกันจะซื้อบริษัทขึ้นมาสร้างรายได้ เช่นเดียวกับนาย Warren Buffet น้องใหม่ไฟแรงและมาแรง คือ บริษัท สิงห์ฯ แห่งเบียร์บุญรอดลุยขยายฐานออกไปยังโรงแรมในต่างประเทศไม่รอมาแย่งปลาในอ่าวไทยเหมือนรายอื่น
ปีหน้าเป็นปีที่ต้องแสดงฝีมืออย่างแท้จริง ทั้งรายใหญ่ กลาง และเล็ก Demand ยังพอจะมี แต่นักจับปลามีมากจริงๆ จับปลาเดิมๆ ด้วยเครื่องมือเดิม และจับปลาในแหล่งเดิม เรามารอดูกันอีกทีในปีหน้าครับ







