
ถอดรหัส กนง. ตรึงดอกเบี้ย
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
แม้ว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา จะมีมติตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ คือ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5%
แต่เหตุผลในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% มีสาระสำคัญหลายอย่างที่สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจ และแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ คำแถลงของ กนง.ที่ระบุตอนท้ายว่า ในระยะต่อไป คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินยังควรอยู่ในระดับผ่อนปรนอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนพอสมควรว่า เศรษฐกิจไทยในระยะ 6-12 เดือนข้างหน้า จะฟื้นตัวแต่ไม่แข็งแรงพอ จน กนง.ต้องใช้คำว่า จะผ่อนปรนนโยบายการเงินต่อเนื่อง
โดย กนง.ระบุว่า 2 ปัจจัยหลักที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อใช้ตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป
ปัจจัยแรก คือ ผลของมาตรการทางการคลังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และปัจจัยที่สอง ภาวะการเงินในตลาดโลก
ปัจจัยแรกนั้น เนื่องจากก่อนหน้าการประชุม กนง.ครั้งล่าสุดนี้ รัฐบาลที่มี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา 2 ระลอกใหญ่ ระลอกแรก คือใช้วงเงิน 1.25 แสนล้านบาทเศษ ผ่านการปล่อยกู้กองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท และโครงการลงทุนขนาดเล็ก ระลอกต่อมา คือการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟต์โลนให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) 1 แสนล้านบาท และการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง
มาตรการทางการคลังเหล่านี้ถูกประเมินไว้ในการประชุม กนง.ครั้งนี้ว่า “คาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจได้ส่วนหนึ่ง”
ซึ่งเท่าที่มีการประเมิน มาตรการทางการคลังข้างต้นจะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากการปล่อยกู้ผ่านกองทุนหมู่บ้านและการให้ซอฟต์โลนเอสเอ็มอีนั้น ผู้ได้รับสินเชื่อส่วนใหญ่ทั้งชาวบ้านและเอสเอ็มอีจะนำไปชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่เดิม หรือรีไฟแนนซ์ ทำให้มีเงินเหลือไม่มากพอจะจับจ่ายใช้สอย กระตุกกำลังซื้อการบริโภคของประเทศให้เพิ่มขึ้นได้
ขณะที่มาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุน ที่เพิ่งผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา ยังต้องรอติดตามผลว่า จะดึงดูดให้ผู้ประกอบการทั้งที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน และไม่ได้รับการส่งเสริมเร่งลงทุนภายในปี 2559 อย่างที่รัฐบาลตั้งใจไว้หรือไม่
แต่หากพิจารณาจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา หรือหลังจาก ครม.มีมติ 1 วัน จะพบว่าแม้ดัชนีหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.80 จุด แต่หุ้นหลักที่ผลักดันให้ดัชนีปรับตัวเพิ่มมาจากกลุ่มพลังงาน เช่น ปตท. และ ปตท.สผ. เป็นหลัก ขณะที่หุ้นกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นการลงทุนกลับขยับเพียงเล็กน้อยตามภาวะตลาดโลก สะท้อนว่า ตลาดอาจจะไม่ได้คาดหวังมากนักกับแพ็กเกจภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุนครั้งนี้
นอกจากนี้ รัฐบาลชุดนี้ยังมีมาตรการทางการคลังอีกหลายมาตรการที่ต้องติดตามผล ซึ่งรวมถึงการเร่งรัดขั้นตอนเพื่อให้เกิดการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ที่คาดว่าจะเห็นผลได้ในกลางปี 2559 ด้วย
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในคำแถลงของ กนง. น่าจะอยู่ที่ปัจจัยลบในต่างประเทศที่ กนง.เห็นว่า “มีมากขึ้น” โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและเอเชีย ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการฟื้นตัวของภาคส่งออกไทย และความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ซี่งไม่น่าแปลกใจ เมื่อดูจากคำแถลงล่าสุดของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ที่ตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2559-2563 ฉบับใหม่ ไว้ปีละ 6.5% ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เศรษฐกิจจีนจะโตต่ำกว่าระดับ 7% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจกลุ่มประเทศอาเซียนที่ไทยเราค้าขายด้วย
ยังไม่นับปัญหาภัยแล้งที่จะคุกคามเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปลายปีนี้ถึงปีหน้าตลอดทั้งปี
โดยสถานการณ์ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 พ.ย. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า น้ำใน 4 เขื่อนใหญ่ของประเทศ (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) เหลือน้ำเพื่อใช้ในฤดูแล้ง ที่เริ่มตั้งแต่ 1 พ.ย. 2558-30 เม.ย. 2559 เพียง 4,200 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เท่านั้น น้อยลงมากเมื่อเทียบกับ 6,500 ล้าน ลบ.ม. เมื่อช่วงเดียวกันปีก่อน
ปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่ที่ลดลงมากจะส่งผลอย่างสำคัญต่อผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกร โดยเฉพาะผลผลิตข้าวของชาวนา เพราะรัฐบาลมีนโยบายให้งดทำนาปรัง เนื่องจากใช้น้ำปริมาณมาก และแม้จะไม่สั่งให้งดทำนาปรัง แต่ภาวะน้ำแล้งในขั้นรุนแรงดังกล่าวก็จะส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดต่ำลงอย่างมาก และอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว เมื่อผลผลิตลดลงก็ยิ่งทำให้รายได้เกษตรกรตกต่ำลงจากที่เคยตกต่ำอยู่แล้วจากราคาผลผลิตลดต่ำลง
นั่นหมายถึงกำลังซื้อของคน 22 ล้านคนในภาคเกษตรจะหดหายไปอีก หลังจากที่ถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือนของเกษตรกรที่ยังไม่มีทีท่าจะลดลงมาก่อนหน้านี้
โดยก่อนหน้านี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รายงานผลการดำเนินของธนาคารรอบ 6 เดือน ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มต้นรอบบัญชี วันที่ 1 เม.ย.-30 ก.ย. 2558 พบว่าหนี้เสียของเกษตรกรเพิ่มสูงขึ้นจาก 3 หมื่นล้านบาท เป็น 6 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัว
ขณะที่ธนาคารออมสินกำลังเผชิญภาวะหนี้เสียเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะหนี้ที่ปล่อยกู้ให้ครู 5-6 แสนล้านบาท ที่เป็นหนี้ด้อยคุณภาพและกลายเป็นหนี้เสียตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา มีการประเมินกันว่าเดือนนี้ธนาคารออมสินจะต้องตั้งสำรองหนี้เสียครูถึง 8,000 ล้านบาท
ทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียที่มากขึ้นล้วนบั่นทอนกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจไทยทั้งสิ้น
ฉะนั้น แรงขับเคลื่อนที่จะได้จากการบริโภคภายในประเทศในปีหน้านั้นแทบไม่มีความหวังเลย เมื่อผนวกกับเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจีนที่ยังชะลอตัวอยู่ จึงไม่น่าแปลกใจที่ กนง.จะเสนอตัวล่วงหน้าว่า พร้อมใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่มีอยู่อย่างเหมาะสมเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ด้วยเหตุนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรืออีไอซี จึงประเมินถ้อยแถลงของ กนง. ที่ออกมาว่า กนง.มีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.5% ไปอีกระยะหนึ่ง เฉพาะ
อีไอซีนั้นประเมินว่า จะคงอัตราดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวตลอดปี 2559 ด้วยซ้ำ
ฉะนั้น รัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป อาจจะต้องปรับตัวและเตรียมรับมือกับเศรษฐกิจที่จะอ่อนแอยาวนานตลอดปีหน้าทั้งปี







