posttoday
Think of Living ยุคทองตลาดบ้าน

Think of Living ยุคทองตลาดบ้าน

06 พฤศจิกายน 2558

ในอนาคตไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีรถไฟฟ้าใหม่กว่า 10 เส้นทาง และมีจำนวนสถานีกว่า 500 สถานี ซึ่งจะมีโครงการลงทุนใหม่ในอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้นจำนวนมาก ทำให้เป็นโอกาสสำคัญของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ โอกาสทองของผู้บริโภค และนักลงทุนในธุรกิจนี้ รวมถึงเป็นปัจจัยบวกต่อเว็บไซต์ที่แนะนำเรื่องบ้านอย่าง Think of Living

ในอนาคตไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีรถไฟฟ้าใหม่กว่า 10 เส้นทาง และมีจำนวนสถานีกว่า 500 สถานี ซึ่งจะมีโครงการลงทุนใหม่ในอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้นจำนวนมาก ทำให้เป็นโอกาสสำคัญของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ โอกาสทองของผู้บริโภค และนักลงทุนในธุรกิจนี้ รวมถึงเป็นปัจจัยบวกต่อเว็บไซต์ที่แนะนำเรื่องบ้านอย่าง Think of Living

“เธียรรุจ ธรณวิกรัย” ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Think of Living และผู้จัดการ บริษัท iProperty Group (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ระยะยาวตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยจะมีการขยายตัวที่ดีและเติบโตสูง ตามโครงการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ของรัฐบาล จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย และนักลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ขณะเดียวกัน อยากแนะนำผู้ที่ต้องการซื้อบ้านว่า ตั้งแต่ทำเว็บไซต์มากว่า 4 ปี พบว่า ราคาอสังหาริมทรัพย์ขึ้นราคารวมกว่า 30% ดังนั้นการที่จะตัดสินใจซื้อจะต้องศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ เพราะราคาอสังหาริมทรัพย์ไม่มีการปรับลดลงมาแน่นอน มีแต่ขึ้นในทุกปี

จากปัจจัยบวกดังกล่าวทำให้บริษัทเตรียมขยายธุรกิจทั้งนำเสนอการแนะนำบ้าน (รีวิว) ให้ครบวงจร และทำการรีวิวให้ครบทุกโครงการ และนำเสนอข้อมูลที่อัพเดทอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมามีการอัพเดทข้อมูลโครงการใหม่ทุกวัน

“การเปิดเว็บไซต์ www.thinkofliving.com ต่อเนื่องกว่า 4 ปี และเป็นผู้บุกเบิกสร้างเว็บไซต์รีวิวเกี่ยวกับเรื่องบ้านรายแรกในไทย ทำให้ขึ้นเป็นผู้นำในธุรกิจเกี่ยวกับรีวิวแนะนำอสังหาริมทรัพย์ได้สำเร็จนั้น มาจากการที่นำเสนอข้อมูลได้ครบถ้วน แนะนำในทุกด้าน รวมถึงเข้าใจในสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการรู้ ซึ่งการเริ่มต้นเป็นธุรกิจแรกที่ยังไม่มีใครทำรีวิวเกี่ยวกับโครงการอสังหาริมทรัพย์มาก่อน ทำให้ได้รับการตอบรับที่ดีและเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ จึงมียอดผู้เข้าชมผ่านเว็บไซต์กว่า 5 แสนคน/เดือน” เธียรรุจ กล่าว

ขณะเดียวกัน ได้มีการขยายธุรกิจใหม่ ทั้งการรีวิวแนะนำบ้านเป็นวิดีโอเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่ไม่ชอบการอ่าน นำเสนอผ่านรายการทีวีและยูทูบ การจัดทำหนังสือ Think of Living การจัดสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องบ้าน และจัดงานอีเวนต์เกี่ยวกับบ้านอย่างครบวงจร โดยรายได้หลักของบริษัทมาจากยอดโฆษณาและการขยายธุรกิจจากงานอีเวนต์

“องค์ประกอบหลักที่ทำให้ลูกค้าตอบรับเว็บไซต์สูงมากนั้น มาจากการนำเสนอข้อมูลที่มีคุณภาพ นำเสนอข้อมูลที่เข้าถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นข้อมูลที่ผู้บริโภคต้องการรู้มากที่สุด และมีการอัพเดทข้อมูลใหม่ทุกวัน” เธียรรุจ กล่าว

“อุปสรรคสำคัญในการทำธุรกิจที่ผ่านมาคือต้องบริหารคนให้ดีที่สุด เพราะบริษัทเริ่มต้นธุรกิจจากสตาร์ทอัพขนาดเล็ก จะดึงคนที่มีศักยภาพสูงมาทำงานจึงเป็นเรื่องยาก รวมทั้งการที่เริ่มลงทุนจากงบน้อยๆ แต่ต้องบริหารงบให้เป็น และทำให้งบดังกล่าวเกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้การเปิดบริษัทในช่วงแรก ก็เป็นเวลาที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในประเทศไทย บริษัทต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ คือนำเสนอข้อมูลของโครงการที่ประสบปัญหาน้ำท่วม” เธียรรุจ กล่าว

เธียรรุจ กล่าวอีกว่า การย้อนไปถึงการเริ่มต้นลงทุนทำธุรกิจว่ามาจากเงินส่วนตัวรวมกว่า 2.5 แสนบาท และเพื่อนมาร่วมลงทุน จนกระทั่งเดือน เม.ย. 2558 มีพันธมิตรมาร่วมทุน ซึ่งเป็นนักลงทุนจากประเทศออสเตรเลีย ชื่อ iProperty ซึ่งบริษัทดังกล่าวมีธุรกิจในประเทศมาเลเซีย ฮ่องกง อินโดนีเซีย และไทย ทำให้บริษัทมีศักยภาพและมีความแข็งแกร่งทางธุรกิจมากขึ้น

จากการร่วมมือดังกล่าว จึงส่งผลให้บริษัทขยายธุรกิจได้เติบโตถึง 2,000-3,000 เท่าตัว โดยบริษัทแม่คือ iProperty มีมูลค่าของธุรกิจประมาณ 750 ล้านเหรียญออสเตรเลีย หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 1.75 หมื่นล้านบาท

เธียรรุจ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในขณะนี้คนรุ่นใหม่สนใจสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพมากขึ้น ซึ่งการเริ่มต้นนั้นจะต้องทำในสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการอย่างแท้จริง และมีตลาดรองรับ ซึ่งเมื่อทำไปแล้วผู้ที่ทำธุรกิจจะสามารถรู้ได้เองว่าควรที่จะบริหารและขยายองค์กรต่อไปอย่างไร

ถือเป็นสตาร์ทอัพไทยที่ขยายธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่ง และก้าวสู่ตลาดโลกได้สำเร็จแล้ว

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน