
เปิดบจ.ดีขายหุ้นง่าย
ก.ล.ต.เตรียมผ่อนเกณฑ์ขายหุ้นเพิ่มทุนให้ประชาชน บริษัทที่ไร้ปัญหาซีจีระดมเร็วขึ้น
ก.ล.ต.เตรียมผ่อนเกณฑ์ขายหุ้นเพิ่มทุนให้ประชาชน บริษัทที่ไร้ปัญหาซีจีระดมเร็วขึ้น
รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต.กำลังปรับปรุงเกณฑ์การเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชน (พีโอ) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ตลาดทุน เป็นกลไกหนึ่งในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยบริษัทที่ไม่เคยมีประวัติการกำกับดูแลกิจการที่ไม่เหมาะสม (ซีจี) และขายหุ้นในราคาตลาด จะทำได้เร็วขึ้นและมีต้นทุนต่ำลง เนื่องจากอนุญาตให้ยื่นคำขออนุญาตแบบง่ายได้
สาระสำคัญของเกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่ การอนุญาตให้ยื่นคำขอพีโอแบบง่าย โดยจะแจ้งผลการพิจารณาภายใน 5 วันทำการ และลดระยะเวลาการมีผลบังคับของแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ลงจากเดิม 14 วัน เป็น 5 วันทำการ และไม่จำเป็นต้องมีที่ปรึกษาทางการเงินเป็นผู้ร่วมจัดทำเอกสาร รวมถึงกำหนดค่าธรรมเนียมการยื่นคำขอ 5 หมื่นบาท และได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมการยื่นแบบไฟลิ่ง
นับตั้งแต่ปี 2556 ถึงเดือน ก.ย. 2558 บจ.ขายหุ้นแบบพีโอน้อยมาก เพียง 1% ของมูลค่าเสนอขายทั้งหมด ขณะที่เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม (อาร์โอ) และนักลงทุนเฉพาะเจาะจง (พีพี) มีสัดส่วนสูง คือประมาณ 59% และประมาณ 25%
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ และนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน กล่าวว่า แนวคิดการปรับปรุงเกณฑ์พีโอเพื่อเอื้ออำนวยต่อการขยายตัวของตลาดทุนและระบบเศรษฐกิจมากขึ้น รวมถึงทำให้เป็นมาตรฐานสากล ลดระยะเวลาการมีผลใช้บังคับแบบไฟลิ่ง ควบคู่กับหน้าที่การกำกับดูแล
ทั้งนี้ การแก้เกณฑ์พีโอจะเพิ่มช่องทางระดมทุนของ บจ.ที่เตรียมแผนโครงการลงทุนไว้แล้วซึ่งมีจำนวนมาก หากเกณฑ์ใหม่นำมาใช้จะเร่งโอกาสการลงทุนให้เร็วขึ้น ด้วยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะลดภาษีให้กับเอกชนที่ลงทุนภายในช่วง 6 เดือนข้างหน้า
“การทำพีโอ รวมถึงการกู้เงินของ บจ.ลดลง เพราะความต้องการใช้เงินมีน้อย เพราะหยุดหรือชะลอการลงทุนรอดูการเมืองและสถานการณ์เศรษฐกิจ อาทิ กลุ่มค้าปลีกหรือห้างสรรพสินค้าปรับแผนลดจำนวนเปิดสาขาใหม่ลง” นายไพบูลย์ กล่าว
สำหรับแนวโน้มการลงทุนในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า นายไพบูลย์ กล่าวว่า จะเป็นขาขึ้นของตลาดหุ้นไทย รวมถึงกระแสเงินทุนต่างชาติมีโอกาสไหลกลับเข้ามา หลังต่างชาติขายสุทธิหุ้น 3 ปีต่อเนื่อง คาดว่าสิ้นปี 2558 มีโอกาสเห็นดัชนีปิดที่ระดับ 1,500 จุด เพราะธนาคารกลางของหลายประเทศมีโอกาสออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ทั้งจีน ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศยุโรป (อีซีบี)
“ปัจจัยสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.นี้ หรือเดือน ม.ค.ปีหน้า ตอนนี้สำคัญน้อยลง เพราะนักลงทุนรอดูคืออัตราการปรับขึ้นว่าจะมากหรือน้อยเท่าไร” นายไพบูลย์ กล่าว
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่ภาครัฐมีมาตรการการลงทุน รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หลังจากนี้ต้องติดตามดูกันต่อไปว่าจะดึงเอกชนร่วมลงทุนได้อย่างไร
สำหรับกองทุนโครงสร้างไทยแลนด์ฟิวเจอร์ส ที่ทางกระทรวงการคลังจะจัดตั้งขึ้นมา ทางทีมงานของตลาดหลักทรัพย์ได้เข้าไปร่วมหารือด้วย ในการช่วยดูกฎเกณฑ์หรืออะไรที่เป็นอุปสรรค แต่ไม่สามารถพูดรายละเอียดได้มาก ซึ่งสามารถใช้ช่องทางการระดมทุนผ่านตลาด หลักทรัพย์ได้
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภาครัฐผลักดันมาตรการลงทุนออกมาเป็นเรื่องดีที่พอเป็นปัจจัยทำให้เม็ดเงินต่างชาติไหลกลับเข้ามาบ้าง เนื่องจากเป็น 1 ใน 2 ตัวแปรหลักกับการท่องเที่ยวที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หลังจากการส่งออกอยู่ในภาวะทรงตัว แต่ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างประเทศด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เช่น นโยบายการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ดัชนีหุ้นสามารถทนต่อที่ระดับ 1,390 จุด ที่เป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ได้ ถือเป็นระดับที่แข็งแกร่ง ส่วนสิ้นปีนี้คาดอยู่ที่ระดับที่เคยประเมิน 1,450 จุด ส่วนปี 2559 มองไว้ที่ 1,550 จุด
สำหรับการปรับโครงสร้างตลาดทุนถือเป็นเรื่องที่ดีเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์และพฤติกรรมความต้องการสินค้าและการผลิตสินค้าของตลาดทุนให้มีความสมดุล โดยเฉพาะการใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้น รวมถึงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนมากขึ้นด้วย ที่ทำให้ทุกอย่างมีการเชื่อมโยงกัน ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานถูกลง รวมถึงการเชื่อมโยงกันระหว่างตลาดทุนและตลาดเงินด้วย







