posttoday
ธนพิริยะ...โชห่วยที่รอด

ธนพิริยะ...โชห่วยที่รอด

02 พฤศจิกายน 2558

โดย...เจียรนัย อุตะมะ

โดย...เจียรนัย อุตะมะ

บริษัท ธนพิริยะ (TNP) ภายใต้การบริหารงานของ “ธวัชชัย พุฒิพิริยะ” ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ ผู้ประกอบการ ธนพิริยะ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ใน จ.เชียงราย ที่เป็นโมเดลโชห่วยสัญชาติไทยรายแรกที่อยู่รอดปลอดภัยจากการดำเนินธุรกิจมาได้ถึง 25 ปี และเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยมีกำหนดเซ็นแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายวันที่ 9 พ.ย.นี้ ขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) สัปดาห์ที่ 2 ของเดือน พ.ย.และเข้าซื้อขายใน mai สัปดาห์ที่ 3 โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อาร์เอชบี เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

TNP ได้เรียกชำระหุ้นเพิ่มทุนจาก 150 ล้านบาท เป็น 200 ล้านบาท โดยนำหุ้น 200 ล้านหุ้น มาเสนอขายในราคาที่ยังไม่กำหนด จากมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 0.25 บาท อย่างไรก็ตาม ถ้าประเมินจากปัจจัยพื้นฐานบรรดานักวิเคราะห์ในตลาดให้ราคาที่เหมาะสมปี 2559 ระหว่าง 2.30-2.50 บาท

บล.ที่ให้ราคาสูงสุดใช้วิธีอิงส่วนลดกระแสเงินสดคิดพี/อี ปี 2559 ที่ 31 เท่า เหนือค่าเฉลี่ยกลุ่มพาณิชย์เทียบเท่าดัชนี mai และคาดว่ากำไรสุทธิครึ่งปีหลังจะเติบโต 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 92% จากครึ่งปีแรกเป็น 28 ล้านบาท เพราะค่าใช้จ่ายลดลง และเข้าฤดูกาลขายไตรมาส 4 และกำไรสุทธิปีหน้า 64 ล้านบาท มากกว่าปีนี้ 48% จากผลของการขยายสาขาและการเปิดศูนย์กระจายสินค้า

สำหรับการกำหนดราคา เดือนเพ็ญ ลีลาวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านการเงินองค์กร บล.อาร์เอชบี กล่าวว่า จะมีส่วนลดจากราคาของกลุ่มพาณิชย์ประมาณ 20-30% จากสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) หุ้นในกลุ่มพาณิชย์ที่ 30 เท่า

บริษัทมีจุดเด่นที่เป็นการผสมผสานระหว่างร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมกับการดำเนินงานแบบร้านค้าปลีกสมัยใหม่ เป็นผู้เล่นท้องถิ่นที่เข้าถึงความต้องการของผู้บริโภค กลยุทธ์การตลาดยืดหยุ่นสามารถแข่งขันกับร้านค้าปลีกรายอื่นได้ดี และมีระบบจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพได้รับการสนับสนุนที่ดีจากผู้จัดจำหน่าย

“เราขายสินค้าราคาถูกกว่าค้าปลีกรายอื่น เนื่องจากเครดิตสินค้าจากผู้จัดจำหน่ายเพียง 30 วัน เทียบค้าปลีกรายอื่น 90 วัน จึงทำให้ได้ต้นทุนที่ถูกกว่า นอกจากนั้นยังสามารถบริหารจัดการสินค้าที่ทำให้เกิดการสูญเสียจากการสำรองเพียง 3% จากค้าปลีกทั้งระบบที่สูญเสียเฉลี่ย 3.5% นอกจากนั้นเรายังเป็นคู่ค้าดั้งเดิมลำดับต้นๆ ของผู้จัดจำหน่าย”

ปัจจุบันที่ จ.เชียงราย มีค้าปลีกเข้าไปตั้งสาขาแทบทุกรายแล้ว สำหรับการแข่งขันของธุรกิจนี้ยังจัดอยู่ในระดับปานกลางในปัจจุบัน โดยร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม (โชห่วย) มีน้อย เนื่องจากล้มหายตายจากไปช่วงปี 2540 ที่มีค้าปลีกขนาดใหญ่เข้ามาใน จ.เชียงราย และร้านโชห่วยที่รอดส่วนใหญ่เป็นพันธมิตรและคู่ค้ากับ TNP

ร้านสะดวกซื้อที่อยู่ใน จ.เชียงราย ส่วนใหญ่เป็นร้านเซเว่นอีเลฟเว่น แต่ไม่ใช่คู่แข่งโดยตรง เนื่องจาก TNP จะไม่ขายสินค้ากลุ่มอาหารพร้อมรับประทาน แต่ขายสินค้าที่หลากหลายกว่า ราคาประหยัดกว่า และมีขนาดบริโภคที่ใหญ่เหมาะสำหรับการใช้ในครัวเรือน

ธวัชชัย กล่าวว่า ธนพิริยะ สาขาหอนาฬิกา ซึ่งอยู่ตรงข้ามร้านเซเว่น อีเลฟเว่นนั้นทำรายได้เป็นอันดับ 3 ของทั้งหมด 12 สาขา โดยสาขาที่ทำรายได้อันดับ 1 คือ สาขาเด่นห้า

สำหรับร้านค้าปลีกทันสมัยส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติที่มีเงินทุนสูงเป็นคู่แข่งสำคัญของบริษัทเพราะมีรูปแบบหลากหลาย

ธวัชชัย กล่าวอีกว่า การเข้า mai ครั้งนี้บริษัทต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนเป็นมาตรฐานสากล โดยการระดมทุนเป็นเรื่องรอง เนื่องจากบริษัทมีเงินกู้น้อยมากโดยมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) เพียง 0.5 เท่าเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เงินที่ได้จากการระดมทุนไปเป็นทุนในการขยายธุรกิจโดยจะก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ที่ อ.เมือง จ.เชียงราย 150-200 ล้านบาท และใช้เงินลงทุน 45 ล้านบาท ก่อสร้างสาขาใหม่ 3 แห่ง เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายไปยังอำเภอต่างๆ ที่คาดว่าจะเปิดดำเนินการปี 2559 และเงินส่วนที่เหลือจะนำไปคืนเงินกู้ที่จะทำให้ดี/อีลดลงเหลือ 0.2 เท่า และเป็นทุนหมุนเวียนในบริษัท

ปีนี้บริษัทได้เปิดสาขาใหม่ 2 แห่ง จากปีก่อน 3 แห่ง และมีแผนจะเปิดสาขาปี 2559 อีก 3 แห่ง

“ศูนย์กระจายสินค้าที่คาดว่าจะเปิดดำเนินการในไตรมาส 3 ปีหน้าจะมีพื้นที่ 1 หมื่น ตร.ม. ใน อ.เมือง จากศูนย์กระจายสินค้าเดิมที่มีอยู่มีขนาดเพียง 3,000 ตร.ม. โดยวางแผนไว้ว่าศูนย์กระจายสินค้าเดิมที่เด่นห้าจะขนส่งสินค้ากระจายไปยังสาขานอกเมือง ส่วนศูนย์กระจายสินค้าใหม่จะส่งสินค้าไปยังสาขาในเมืองที่รถติด”

ธวัชชัย คาดว่า ภายใน 7-10 ปีข้างหน้า จะขยายสาขาธนพิริยะเพิ่มเป็น 55 แห่ง จากปัจจุบันที่มี 12 สาขา ใน 5 อำเภอ โดยศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่จะรองรับสาขาที่คาดไว้ได้ทั้งหมด

“คาดว่าปี 2559 เศรษฐกิจจะดีกว่าปี 2558 อย่างน้อยน่าจะได้รับผลดีจากการที่จะเกิดการเลือกตั้งและการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จากการที่ จ.เชียงราย เป็นประตูสู่ลาว เมียนมา และจีน สัญญาณที่ชัดเจนใน จ.เชียงราย คือการที่ไนท์บาร์ซ่าเชียงราย ทำที่จอดรถ 5 ชั้น เตรียมไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามา”

TNP มีกำไรสุทธิ 15 ล้านบาท ในครึ่งแรกปี 2558 โดยกำไรลดลงจากครึ่งหลังปี 2557 ถึง 40% และลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 28% จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวที่ทำให้ยอดขายเติบโตเพียง 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 6% จากครึ่งหลังปี 2557 และมีการปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนพนักงานและปรับปรุงค่าใช้จ่ายเตรียมความพร้อมเข้าจดทะเบียนใน mai

ธวัชชัย กล่าวว่า ไตรมาส 3 ยอดขายได้กระเตื้องขึ้นและไตรมาส 4 จะเป็นฤดูกาลที่ยอดขายสูงเพราะเป็นช่วงเข้ามาของนักท่องเที่ยว ดังนั้นจึงคาดว่าจะสามารถรักษาอัตราเติบโตยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่เคยทำได้คือปีละ 12%

ปี 2556-2557 TNP มียอดขาย 1,040 ล้านบาท และ 1,200 ล้านบาท ตามลำดับ เพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 10% และ 15% จากการเปิดสาขา 2 แห่ง ในปี 2556 จากปี 2555 ที่ 1 แห่ง และ 3 แห่ง ในปี 2557 สอดคล้องกับการขยายตัวของชาวเชียงรายที่ใช้บริการร้านค้าปลีกทันสมัยมากขึ้น

อัตรากำไรขั้นต้นปี 2556 อยู่ที่ 8.4% ปี 2557 ที่ 11.1% ประธานกรรมการบริหาร กล่าวว่า อัตรากำไรสุทธิของ TNP เฉลี่ยอยู่ที่กว่า 3% อยู่ในมาตรฐานเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 2.5-4%

ความเสี่ยงสำคัญของธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ต คือ การบริหารจัดการสินค้าและเงินที่เจ้าของไม่กังวล เพราะเชื่อว่ามีการจัดการบริหารสต๊อกสินค้าได้ดีและมีหนี้น้อย นอกจากนั้นกำลังจะเข้า mai

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน