
ถึงเวลา...ซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร?
ตามปกติเมื่อมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ หุ้นในกลุ่มธนาคารจะสร้างผลตอบแทนได้ดี เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายๆ ครั้ง มักจะทำให้การปล่อยสินเชื่อรายย่อยเติบโตและส่งผลให้ตอบแทนในหุ้นกลุ่มดังกล่าวทำผลงานได้ดี อย่างในปีที่ออกนโยบายไทยเข้มแข็งมูลค่า 4 แสนล้านบาท สินเชื่อรายย่อยเติบโตได้ถึง 18% และหุ้นกลุ่มธนาคารก็สามารถทำผลตอบแทนได้สูงถึง 48% (ปี 2010) และในครั้งที่ออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 8 แสนล้านบาท สินเชื่อก็เติบโตสูงถึง 22% และหุ้นกลุ่มธนาคารทำผลตอบแทนได้ถึง 33% (ปี 2012) เพราะฉะนั้นก็สามารถคาดหวังได้ว่าหลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรองนายกฯ สมคิด มูลค่ากว่า 3.36 แสนล้านบาท เฉพาะที่เสร็จสิ้นในปีนี้ ก็น่าจะทำให้สินเชื่อรายย่อยเติบโต และทำให้หุ้นธนาคารสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงขึ้นเช่นกัน
ตามปกติเมื่อมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ หุ้นในกลุ่มธนาคารจะสร้างผลตอบแทนได้ดี เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายๆ ครั้ง มักจะทำให้การปล่อยสินเชื่อรายย่อยเติบโตและส่งผลให้ตอบแทนในหุ้นกลุ่มดังกล่าวทำผลงานได้ดี อย่างในปีที่ออกนโยบายไทยเข้มแข็งมูลค่า 4 แสนล้านบาท สินเชื่อรายย่อยเติบโตได้ถึง 18% และหุ้นกลุ่มธนาคารก็สามารถทำผลตอบแทนได้สูงถึง 48% (ปี 2010) และในครั้งที่ออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 8 แสนล้านบาท สินเชื่อก็เติบโตสูงถึง 22% และหุ้นกลุ่มธนาคารทำผลตอบแทนได้ถึง 33% (ปี 2012) เพราะฉะนั้นก็สามารถคาดหวังได้ว่าหลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรองนายกฯ สมคิด มูลค่ากว่า 3.36 แสนล้านบาท เฉพาะที่เสร็จสิ้นในปีนี้ ก็น่าจะทำให้สินเชื่อรายย่อยเติบโต และทำให้หุ้นธนาคารสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงขึ้นเช่นกัน
ประกอบกับแนวโน้มหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ก็ถูกควบคุมผ่านนโยบายรัฐบาลในเรื่องเอสเอ็มอีน่าจะทำให้ความกังวลลดลง แม้ล่าสุดตัวเลขเอ็นพีแอลในไตรมาส 3 มาอยู่ที่ระดับ 2.79% แต่ก็มาจากกรณี SSI UK เป็นหลัก เพราะกรุงไทย ไทยพาณิชย์ และทิสโก้ ที่เป็นเจ้าหนี้หลักได้กันเงินสำรองไว้เต็มมูลหนี้ตามคำสั่งของแบงก์ชาติ ซึ่งก็ถูกสะท้อนให้เห็นในตัวเลขเอ็นพีแอลล่าสุดนั่นเอง ดังนั้นก็ถือว่าไม่ได้เกิดจากเศรษฐกิจโดยรวมหรือรายย่อยเป็นปัจจัยหลัก จึงคาดว่าจนไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เอ็นพีแอลก็ไม่น่าเกิน 3% เพราะสุดท้ายการปล่อยสินเชื่อก็จะเพิ่มมากขึ้นทั้งจากโครงการภาครัฐและความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัว และแม้ว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจจะซบเซาจนกังวลว่าหนี้เสียจะเพิ่มขึ้นจนเกิดเป็นปัญหาในระบบเศรษฐกิจ แต่กลับมีธนาคารถึง 5 แห่งที่มียอดเอ็นพีแอลลดลง (ธนชาต/ยูโอบี/เกียรตินาคิน/ ทีเอ็มบี/ไอซีบีซี) ซึ่งก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี
นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาการคาดการณ์การตั้งเงินสำรอง (LLPs) ในปีหน้า (2016) น่าจะลดลงอีก 12% ก็คาดว่าจะทำให้หุ้นในกลุ่มธนาคารสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงขึ้น เพราะมีแต้มต่อไปแล้ว 12% และการตั้งสำรองในปี 2015 ยังสูงมากกว่า 1 แสนล้านบาท สูงที่สุดในรอบ 10 ปี ขนาดในปีที่เกิด Lehman Crisis ยังตั้งสำรองไว้เพียง 4 หมื่นกว่าล้านบาทเท่านั้น ซึ่งก็ต้องถือว่าปัจจุบันธนาคารไทยมีความมั่นคงแข็งแรงมาก
แล้วที่ใครๆ บอกว่า ตอนนี้หุ้นกลุ่มธนาคารถูกลงมาก ...ถูกจริงไหม?
ปัจจุบันค่า P/E ของหุ้นกลุ่มธนาคารปรับลงมาอยู่ที่ 9.5 เท่า ซึ่งต่ำกว่าในอดีตที่เคยสูง 11.6 เท่า นอกจากนั้นระดับ P/BV ก็ลดมาอยู่ที่ 1.2 เท่า ซึ่งต่ำกว่าในอดีตที่เคยแตะระดับ 1.35 เท่า สำหรับผมการที่จะพิจารณาว่าหุ้นกลุ่มไหนถูก แปลว่าราคาที่ผมได้จะต้องต่ำกว่ามูลค่าที่หุ้นมี และหุ้นกลุ่มธนาคารผมมักจะพิจารณาเรื่องการจ่ายปันผลประกอบด้วย เพราะเงินปันผลของหุ้นกลุ่มธนาคารน่าสนใจตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน เฉลี่ย 10 ปีย้อนหลังอยู่ที่ประมาณ 3% ต่อปี และก็จ่ายอย่างสม่ำเสมอแม้จะเป็นช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจอย่างในปี 2008 ก็ตาม
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าราคาหุ้นลงมาจนถือว่าถูกแล้ว อัตราเงินปันผลก็ถือว่าดี ช่วงนี้จึงถือเป็นจังหวะที่น่าสนใจ แม้จะยังมีความเสี่ยงเรื่องเฟดและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกอยู่บ้าง แต่หากเน้นลงทุนในระยะยาว 1-2 ปี ก็ถือว่านี่เป็นโอกาสที่ไม่ควรพลาดครับ
โดย บลจ.ธนชาต เปิดขายกองทุนเปิดธนชาตหุ้นไทยไฟแนนเชียลเซ็คเตอร์ (T-FinanceTH) ที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มธุรกิจการเงิน (Financial Sector) ได้แก่ ธนาคาร เงินทุนหลักทรัพย์ และประกัน กองทุนนี้จึงมีความยืดหยุ่นที่จะสร้างโอกาสทำกำไรได้สูงกว่าการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารเพียงอย่างเดียว เสนอครั้งแรกในระหว่างวันที่ 2-13 พ.ย.นี้
สามารถเข้ามาพูดคุยกันได้ที่ [email protected]







