
อนาคต"เมียนมา"สดใน ทูตย้ำทุนไทยอย่าช้า
โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์
โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์
จังหวะนี้นักลงทุนต่างชาติล้วนจับตาการเลือกตั้งทั่วไปของเมียนมาในวันที่ 8 พ.ย.นี้ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าจะส่งผลอย่างไรต่อทิศทางการลงทุนในขุมทองของอาเซียนแห่งนี้
พิษณุ สุวรรณะชฎ เอกอัคร ราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง กล่าวว่า หากการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะชนะการเลือกตั้ง เชื่อมั่นว่าย่อมสานต่อนโยบายการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง
ส่วนพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดี ของ อองซานซูจี จะชนะอย่างถล่มทลายหรือไม่ และหากชนะจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนสนใจ ซึ่งท่านทูตไทยประจำเมียนมาเชื่อว่าคงจะไม่มีการเปลี่ยน แปลงนโยบาย เพราะที่ผ่านมา ซูจี ไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์การปฏิรูปประเทศของรัฐบาลปัจจุบัน ดังนั้นคาดว่าจะสานต่อนโยบายดังกล่าวต่อไป
“ถ้าการเลือกตั้งเรียบร้อย ก็จะมีกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลที่น่าจะเสร็จสิ้นในประมาณเดือน เม.ย. 2559 และน่าจะเป็นรัฐบาลผสม ส่วนผลกระทบต่อนักลงทุนต่างชาติอาจมีบ้าง แต่คงไม่มาก คงไม่ได้เปลี่ยนนโยบายแบบหันหัวกลับ แต่ตอนนี้นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ก็ชะลอแผนลงทุน โดยรอดูผลการเลือกตั้งและสถานการณ์ในกรุงย่างกุ้ง”
ด้านโอกาสธุรกิจในเมียนมานั้น แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแรก คือ ธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาประเทศ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน การสื่อสาร อุตสาหกรรมเกษตรก้าวหน้า
กลุ่มที่ 2 คือ เขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก และกลุ่มที่ 3 ธุรกิจจากผลพวงจากการปฏิรูปประเทศ ซึ่งทำให้วิถีชีวิตของชาวเมียนมาเปลี่ยนไป ทั้งการกินอาหาร สิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
“เมื่อก่อนสบู่ที่คนเมียนมาเลือกใช้ คือ นกแก้ว เพราะรู้จักจากการมาทำงานในไทย แต่ตอนนี้มีเงินมากขึ้น เห็นโลกภายนอกมากขึ้น ก็อยากใช้สบู่เหลว ส่วนเครื่องสำอางเมื่อก่อนใช้ของไทยหมด แต่ตอนนี้มีเครื่องสำอางเกาหลี บางคนเมื่อก่อนคิดถึงศัลยกรรมความงามจะบินไปเมืองไทย วันนี้จะบินไปกรุงโซลเลย พูดได้เลยว่าโอกาสของสินค้าไทยกำลังจะหลุดลอยหากไม่รีบเข้ามา”
นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจอื่นที่น่าสนใจและเป็นโอกาสลงทุน อาทิ “ธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยี” เพราะมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ตอนนี้มีคนใช้มือถือประมาณ 25 ล้านเลขหมาย และโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกของคนเมียนมาส่วนใหญ่ คือ “สมาร์ทโฟน” ดังนั้นธุรกิจเกี่ยวกับแอพพลิเคชั่น การบริการและบำรุงรักษามือถือคือโอกาสทั้งนั้น
เช่นเดียวกับ “ธุรกิจการท่องเที่ยว” ที่รัฐบาลได้โปรโมทพื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ เช่น เมืองหิมะในรัฐยะไข่ ตอนนี้คนเข้ามาเที่ยวเมียนมามากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดเมื่อปีที่แล้วมีถึง 2.8 ล้านคน จาก 3 ปีก่อนที่มีเพียง 8 หมื่นคนเท่านั้น คำถามคือ มีโรงแรมเพียงพอไหม โรงแรมบริการดีไหม ร้านอาหารดีไหม ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้าม
สำหรับ “ธุรกิจก่อสร้าง” ก็กำลังขยายตัวมาก โดยเมื่อปี 2556 มีผู้ขออนุญาตก่อสร้างตึกสูงในเมียนมาประมาณ 250 ตึก แต่ในปี 2558 เพิ่มเป็น 700 ตึก ซึ่งในส่วนของไทยแม้มีชายแดนติดกับเมียนมา แต่การขายวัสดุก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้างกลับอยู่อันดับ 5 ส่วนอันดับ 1 คือ สิงคโปร์ รองลงมาคือ เวียดนาม ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากนักลงทุนไทยยังเข้ามาในเมียนมาไม่มากเท่าที่ควร เพราะมองแต่อุปสรรค แต่ไม่ได้มองโอกาส ขณะที่นักลงทุนชาติอื่นเห็นภาพแบบเดียวกัน คือ เห็นทั้งอุปสรรคและโอกาสจึงตัดสินใจลงทุนแบบยอมรับความเสี่ยงได้
“ธุรกิจในเมียนมาเป็นธุรกิจส้มหล่นอยู่มาก แต่ใครที่ไม่ได้อยู่ใต้ต้นส้มจะรับทันหรือไม่ ถ้าอยากได้โอกาสก็ต้องมาอยู่ใต้ต้น มาหาที่ยืนในเมียนมา วันนี้ทุกคนอยากดึงเมียนมามาไว้ในอ้อมกอด ไทยจะอยู่เหมือนเดิมไม่ได้ ในวันที่เมียนมาไม่มีใคร ยังมีไทยเป็นเพื่อน แต่เวลานี้เมียนมามีเพื่อนเยอะขึ้น ไทยถึงเวลาเข้าสู่การแข่งขัน”
ทั้งนี้ มองว่าในอีก 15 ปี เศรษฐกิจเมียนมาจะโต 4 เท่าจากปัจจุบัน การลงทุนจะขยายตัว 14% เมียนมา จะเป็นศูนย์กลางการผลิตอุตสาห กรรม โดยมีความโดดเด่นด้านเขตเศรษฐกิจพิเศษ อุตสาหกรรมรถยนต์ คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ เพราะค่าแรงถูก
ท่านทูตไทยประจำเมียนมา ทิ้งท้ายว่า นักลงทุนไทยควรมองหาที่ยืนในเมียนมาให้ได้ คนที่อยู่ในพื้นที่ก็ขยายการลงทุน ส่วนคนที่ได้เริ่มมาสำรวจตลาดและยังไม่กล้าลงทุน ขอบอกสั้นๆ ว่า “อย่าช้า”







