นายแบงก์เตือนรับมือบาทผันผวนแรง
นายแบงก์เตือนหลังเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยแต่ยุโรป จีน ญี่ปุ่นยังแย่ทำตลาดเงินผันผวนยาว
นายแบงก์เตือนหลังเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยแต่ยุโรป จีน ญี่ปุ่นยังแย่ทำตลาดเงินผันผวนยาว
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดส่งสัญญาณที่จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้ว่าจะมีการปรับขึ้น 1 ครั้งอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เฟดเองได้ส่งสัญญาณมาตั้งแต่เดือน ก.ย. มาแล้วแต่ตลาดเกิดความสับสนไปตีความว่าดอกเบี้ยจะขยับไปขึ้นปีหน้า เนื่องจากมีกรรมการบางคนของเฟดให้ความเห็นว่าขอเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไป
ทั้งนี้ การที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยแต่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ยังไม่ปรับตัวดีขึ้นและจะยังมีมาตกรการกระตุ้นเป็นการผ่อนคลายทางการเงิน ทั้งยุโรป จีน ญี่ปุ่น โดยเฉพาะจีนก็มีประเด็นการปรับลดค่าเงินหยวนด้วยนั้น จะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนในตลาดการเงินโลกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินสกุลต่างๆ รวมถึงเงินบาทเกิดความผันผวนในระยะต่อไปด้วย
“เศรษฐกิจโลกกำลังเจอกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ภาวะที่เกิดขึ้นตอนนี้จะนำไปสู่ความผันผวนในตลาดเงินโลกเป็นระยะๆ ทั้งต่อเงินดอลลาร์ ยูโร เยน หยวน และประเทศไทยก็เป็นประเทศเล็กๆ ก็ถูกกระทบไปด้วย ตอนนี้คนอาจจะมองว่าเงินบาทนิ่ง คือนิ่งเมื่อเทียบกับดอลลาร์ แต่เทียบกับยูโรแล้วเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นมา 5% แล้ว ทำให้เดิมที่บาทเคยอ่อนลงเทียบกับยูโรปเป็น 10% แต่ขณะนี้ก็อ่อนค่าลงเหลือครึ่งเดียว ในขณะที่เทียบกับดอลลาร์ยังอ่อนลง 9-10% เราต้องดูเงินบาทเทียบกับสกุลอื่นๆ ด้วย” นายกอบศักดิ์ กล่าว
ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า แต่ค่าเงินที่เริ่มผันผวนในระยะนี้จะไม่ส่งผลต่อภาคการส่งออกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีหน้า และที่กระทรวงพาณิชย์คาดว่าในช่วงโค้งสุดท้ายของปีจะสามารถส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 2 หมื่นล้านดอลลาร์นั้นก็เชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะสินค้าที่จะส่งออกในไตรมาสสุดท้ายนี้ส่วนใหญ่ได้มีการสั่งซื้อและตกลงราคากันไปตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ซึ่งช่วงนั้นเงินบาทอ่อนค่าลงไปเฉลี่ยอยู่ที่ 36 บาทต่อดอลลาร์ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดแล้วของปีนี้ ซึ่งถือเป็นจังหวะที่ดีของการส่งออกไทยที่เงินบาทไปอ่อนค่าที่สุดในช่วงนั้น
ทั้งนี้ ประเมินว่าการส่งออกปีนี้จะติดลบประมาณ 3% แต่ก็เป็นภาวะที่ไม่น่ากังวลเพราะเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจโลก แต่ในปี 2559 นั้นการส่งออกจะกลับมาเป็นบวก เพราะประเด็นที่เคยกดดันการส่งออกในปีนี้ หลายปัจจัยได้คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น เช่น ราคาน้ำมันโลกที่เคยลดลงอย่างรุนแรงซึ่งดึงให้ราคาสินค้าอื่นๆ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรราคาลดลงไปด้วยนั้น หลังจากนี้ราคาน้ำมันจะไม่ทรุดตัวลงไปกว่าปัจจุบันมากนัก เพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกสามารถยืนอยู่ที่ระดับประมาณ 40 ดอลลาร์สหรัฐฯ และเมื่อเข้าสู่ปี 2559 จะไม่มีผลกระทบจากเรื่องของฐานการส่งออกที่อยู่ในระดับสูง ต่างจากปี 2558 ที่เจอฐานการส่งออกที่สูงของปี 2557
นอกจากนี้ค่าเงินบาทที่เคยปรับตัวขึ้นไปแข็งค่ามากกว่าสกุลอื่นๆ ขณะนี้ก็ไม่มีปัญหานี้แล้วเงินบาทกลับมาเคลื่อนไหวสอดคล้องกับสกุลอื่นๆ แต่ทั้งนี้ก็ยังเหลือปัจจัยลบต่อการส่งออกอยู่นั่นคือภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว และประเด็นที่การผลิตอุตสาหกรรมบางประเภทที่ย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทยไปประเทศเพื่อนบ้าน







