posttoday
เมื่อข่าวร้าย กลายเป็นดี

เมื่อข่าวร้าย กลายเป็นดี

30 ตุลาคม 2558

พบกันอีกครั้งกับบทความด้านการลงทุนรูปแบบใหม่ The War Room โดย คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ หรือที่หลายท่านรู้จักกันในนาม Mr.Messenger และคุณเจษฎา สุขทิศ  CFA เจ้าของนามปากกา FundTalk  ซึ่งทั้งสองท่านเป็นเครื่องยนต์หลักในการกำหนดกลยุทธ์การลงทุนของ INFINITI Global Investors วันนี้เราจะมาคุยกันในหัวเรื่อง “เมื่อข่าวร้ายกลายเป็นดี” ว่าบางครั้งตลาดการลงทุนก็เคลื่อนไหวตรงข้ามกับปัจจัยพื้นฐานได้เหมือนกัน

พบกันอีกครั้งกับบทความด้านการลงทุนรูปแบบใหม่ The War Room โดย คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ หรือที่หลายท่านรู้จักกันในนาม Mr.Messenger และคุณเจษฎา สุขทิศ  CFA เจ้าของนามปากกา FundTalk  ซึ่งทั้งสองท่านเป็นเครื่องยนต์หลักในการกำหนดกลยุทธ์การลงทุนของ INFINITI Global Investors วันนี้เราจะมาคุยกันในหัวเรื่อง “เมื่อข่าวร้ายกลายเป็นดี” ว่าบางครั้งตลาดการลงทุนก็เคลื่อนไหวตรงข้ามกับปัจจัยพื้นฐานได้เหมือนกัน

ชยนนท์ โดยปกติพื้นฐานทางเศรษฐกิจกับราคาสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นมักจะเคลื่อนไหวไปในทางเดียวกัน ย้อนกลับไปในไตรมาส 3 ของปี 2558 การชะลอตัวของตลาดหุ้นจีน การค้าระหว่างประเทศที่ลดลง การปรับลดลงของราคาโภคภัณฑ์ มีส่วนสำคัญทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลง เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่าการเติบโตของกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะย่ำแย่

เจษฎา ใช่ครับคุณแบงค์ แต่พอมาในไตรมาส 4 พื้นฐานทางเศรษฐกิจนั้นไม่ได้ดีขึ้นเลย ทั้ง IMF และ World Bank ต่างพร้อมใจกันปรับลดประมาณการ GDP ของโลก แต่ตลาดหุ้นโลกกลับฟื้นตัว เนื่องจากคาดว่าสหรัฐจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ย และธนาคารกลางยักษ์ใหญ่อย่างจีน ยุโรป ญี่ปุ่น น่าจะดำเนินนโยบายกระตุ้นทางการเงินต่อเนื่อง เรียกได้ว่า “ข่าวร้ายกลายเป็นดี” ต่อตลาดหุ้นไป
ซะอย่างนั้น

ชยนนท์ หนักไปกว่านั้น ล่าสุดพอข่าวดีทางเศรษฐกิจออกมา เช่น ตัวเลขภาคที่อยู่อาศัยของสหรัฐออกมาดี ตัวเลขการผลิตของญี่ปุ่นออกมาดีกว่าที่คาดกลายเป็นว่าตลาดปรับตัวตอบรับในเชิงลบ เพราะคาดว่า FED อาจจะกลับมาขึ้นดอกเบี้ย หรือญี่ปุ่นจะไม่กระตุ้นทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างที่เคยหวังไว้

เจษฎา เท่ากับว่าข่าวร้ายทางเศรษฐกิจอาจกลายเป็นดีต่อตลาด หรือข่าวดีทางเศรษฐกิจก็อาจส่งผลกระทบต่อตลาดได้ ชีวิตสับสนขนาดนี้คุณแบงค์ใช้หลักยึดอะไรเวลาวิเคราะห์การลงทุนครับ

ชยนนท์ ในมุมของการลงทุนนั้น ผมมองว่าสิ่งที่เราควรมองนั้นมีอยู่ 3 ประเด็นคือ Fund Flow, Fundamental และ Technical Analysis ซึ่งการที่หุ้นหรือสินทรัพย์ใดจะเป็นขาขึ้นได้ จำเป็นต้องได้ปัจจัยหนุนทั้ง 3 ข้อดังกล่าวครับ เราต้องทำความเข้าใจให้ได้ก่อนว่าความสัมพันธ์ระหว่าง Fund Flow กับ Fundamental ในแต่ละช่วงเวลาเป็นอย่างไร และใช้ Technical Analysis เป็นตัวยืนยันซ้ำอีกครั้งครับ

เจษฎา แล้วในภาวะปัจจุบันวันนี้ความสัมพันธ์มันเป็นอย่างไรครับ

ชยนนท์ ณ วันนี้ตลาดเริ่มซึมซับข่าวร้ายด้านเศรษฐกิจเชิง Fundamental ไปมากแล้ว และเริ่มที่จะคาดหวังว่าเหล่าแบงก์ชาติจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ Fundamental ที่แย่ลง เลยกลายเป็นการสร้างความคาดหวังถึง Fund Flow จากเหล่าแบงก์ชาติที่จะอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น หรือภาวะที่เรียกว่า “เมื่อข่าวร้ายกลายเป็นดี” ตามหัวเรื่องที่เราตั้งในวันนี้เลยครับ แล้วคุณเจทล่ะครับมองยังไง

เจษฎา ผมเห็นด้วยกับคุณแบงค์นะแต่เฉพาะในระยะสั้น แต่ในระยะยาวผมคิดว่าตลาดหุ้นอย่างไรก็เติบโตตามการเติบโตของเศรษฐกิจและผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนฯ ลึกๆ ผมอยากให้อเมริกาขึ้นดอกเบี้ยสักทีเหมือนกัน เพราะประเด็นความกังวลนี้ที่ตลาดพูดถึงกันมาเป็นปีจะได้จบไปสักทีและการขึ้นดอกเบี้ยก็เป็นยืนยันมุมมองของ FED ถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกด้วยเช่นกัน

ชยนนท์ ใช่ครับคุณเจท แต่เราก็ต้องยอมรับและเข้าใจความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยวระหว่างพื้นฐานทางเศรษฐกิจกับราคาสินทรัพย์เสี่ยงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเช่นกัน ถ้าเราอยากจะเป็นนักลงทุนแบบ Active และสามารถปรับพอร์ตการลงทุนได้เข้ากับสถานการณ์ ณ เวลานี้เรียกได้ว่าการเคลื่อนไหวของ Central Banks กลับมามีอิทธิพลต่อตลาดอีกครั้ง ขณะที่ตลาดลดความสนใจตัวเลขเศรษฐกิจลงชั่วคราว แค่ชั่วคราวทั้งนั้นครับ

ทั้งหมดก็เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยพื้นฐาน Fund Flow และผลต่อราคาสินทรัพย์ในโลก ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าที่จะเข้าใจ อยู่ที่นักลงทุนจะทุ่มเทเวลาในการศึกษา และวิเคราะห์ เพื่อนำมากำหนดกลยุทธ์การลงทุนที่ใช่สำหรับตัวคุณเองครับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน