
กสิกรโอดครึ่งหลังเหนื่อย
ปั๊มสินทรัพย์โตตามเป้า20% หวังชิงกองสำรองเลี้ยงชีพหนุน
โพสต์ทูเดย์
— บลจ.กสิกรไทย รับครึ่งปีหลังเหนื่อย กัดฟันสู้ปั๊มยอดเอยูเอ็มทั้งปีโตเข้าเป้า 20% 6 เดือนแรกเพิ่มแค่หลักพันล้านบาท หวังชิงบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหนุนนายพัชระ สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย เปิดเผยถึงการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ว่า บริษัทสามารถขยายสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) ได้ไม่มากนักอยู่ในระดับพันล้านบาทเท่านั้น ส่งผลให้ปัจจุบันมียอดเอยูเอ็มรวมประมาณ 5.08 แสนล้านบาท
สำหรับแผนการออกกองทุนใหม่เพื่อให้เอยูเอ็มขยายตัวได้ตามเป้าที่วางไว้ต้นปีที่ระดับ 20% จำเป็นต้องออกกองทุนประเภทเทอมฟันด์ (กำหนดระยะเวลา) มากขึ้นในช่วงที่เหลือของปี โดยจะไม่เน้นออกกองทุนระยะยาว แต่จะเน้น 3 เดือน 6 เดือน ถึง 2 ปี เพราะมองว่าแต่
อย่างไรก็ตามโดยแนวทางแล้วบริษัทยากจะเสนอความหลากหลายให้แก่นักลงทุนมากกว่าที่จะเน้นในส่วนของการขยายตัวของเอยูเอ็ม อัตราดอกเบี้ยน่าจะอยู่ในช่วงขาขึ้น
“
ไม่เหมือนปีที่แล้ว คงจะต้องเหนื่อยหน่อยถ้าจะให้โต 20% เพราะปีนี้เงินไหลเข้ามาน้อยมาก ทั้งธุรกิจโตแค่นิดหน่อยเท่านั้น” นายพัชระ กล่าวอย่างไรก็ตาม หากจะปั๊มเอยูเอ็มในปีนี้คงจะต้องออกเป็นเทอมฟันด์ รวมทั้งจะเน้นเรื่องของความหลากหลายไปด้วย เพราะเชื่อว่าของง่ายไม่จำเป็นต้องดีที่สุด ซึ่งอาจจะเป็นการผสมกันของบอนด์ต่างประเทศ กับพันธบัตรไทยก็แล้วแต่ หรือไปฝากเงินประเทศที่ดอกเบี้ยดีไม่เจ๊งก็เป็นได้ โดยปัจจุบันเราก็มีไปฝากอยู่บ้างที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตอนนี้ดอกเบี้ย 3 เดือนก็ 1.8% แล้ว
นายพัชระ กล่าวว่า สำหรับกองทุนหุ้นกู้เอกชนนั้นคงจะออกได้ยาก เนื่องจากบริษัทเอกชนในประเทศไทยมีเงินสดมากจึงระดมทุนน้อยลง ทำให้การออกหุ้นกู้มีน้อย และหุ้นกู้ที่ออกมาก็ไม่ต้องจูงใจนักลงทุนด้วยการให้ดอกเบี้ยสูงๆ
อย่างไรก็ตาม การหลังจากนี้หากต้องการออกกองหุ้นกู้ในประเทศคงทำได้ยาก เพราะดีมานด์ด้านการเงินลงทุนลดลงจะสังเกตุได้จากการที่บริษัทใหญ่ๆ มีเงินสดเหลือเยอะมาก แต่ไม่มีโครงการใหม่ๆ เพิ่มเติมจึงนำเงินสดมาปันผลให้แก่นักลงทุนในจำนวนมากขึ้น ซึ่งสถานการณ์แบบนี้จะส่งผลต่อผลตอบแทนที่ได้จะต่ำและไม่จูงใจนักลงทุนมากนักหากองทุนใหม่ๆ และเพิ่มความหลากหลายเป็นเรื่องที่บริษัทจะเน้นในด้านนี้ แต่การออกกองทุนมาทดแทนกองทุนเกาหลีก็จำเป็น นอกจากนี้ในช่วงครึ่งปีหลังหากดอกเบี้ยปรับขึ้นอาจจะเห็นธนาคารพาณิชย์ลงมาแข่งระดมเงินฝากได้อีก ซึ่งอาจส่งผลต่อการขยายตัวของบริษัทด้วย แต่ถ้ามองกลับกันดอกเบี้ยขึ้นก็จะเป็นผลดีกับการออกกองทุนเหมือนกัน
ส่วนกองทุนทีประสบความสำเร็จไปแล้วก่อนหน้านี้อย่างกองทุนตราสารหนี้อินเดีย บริษัทมีความสนใจเปิดขายเพิ่มเติมเช่นกันหากถึงรอบระยะเวลาที่สามารถเข้าไปลงทุนได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตามบริษัทจำเป็นที่จะต้องพิจารณาก่อนว่าผลตอบแทนเป็นอย่างไรบ้าง เนื่องจากผลตอบแทนขอตราสารหนี้อินเดียมักจะแกว่งตัวผันผวนเป็นอย่างมาก ซึ่งหากหักค่าใช้จ่ายแล้วผลตอบแทนกว่ากองทุนเดิมที่ลงทุนคงจะเป็นไม่เป็นที่น่าสนใจเท่าไรนัก แต่ถ้ามีรุ่นที่ผลตอบแทนดีก็อาจจะลงทุนไม่ได้เนื่องจากประเทศอินเดียมีการจำกัดนักลงทุน
นายพัชระ กล่าวว่า นอกเหนือจากการเปิดขายกองทุนตามปกติแล้ว ในช่วงสิ้นปีบริษัทยังมีโอกาสในการเข้าไปบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่กำลังจะครบกำหนดเป็นจำนวนมาก ประมาณแสนกว่าล้านบาท ซึ่งอาจจะช่วยให้ขนาดของเอยูเอ็มของบริษัทโตเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ได้เหมือนกัน
ขณะที่กองทุนสินค้าโภคภัณฑ์หรือคอมโมดิตี อย่างน้ำมันและทองคำ ก็ถือเป็นส่วนประกอบที่สำคัญด้วย เพราะทั้งสองกองทุนมีการขยายตัวต่อเนื่อง ล่าสุดก็ปรับตัวเพิ่มไปอยู่ในระดับ 2,500 ล้านบาทแล้วทั้งสองกอง โดยนักลงทุนที่เข้ามาส่วนใหญ่จะเป็นนักลงทุนระยะสั้น เนื่องจากได้เปรียบด้านราคา เพราะกองทุนทั้งสองของบริษัทมีค่าธรรมเนียมต่ำมาก







