
วรรณลุ้นหุ้นแตะ1,516จุดปีนี้
บลจ.วรรณ ลุ้นหุ้นไทยแตะ 1,516 จุด หวังสารพัดปัจจัยหนุน เฟดเลื่อนขึ้นดอกเบี้ย
บลจ.วรรณ ลุ้นหุ้นไทยแตะ 1,516 จุด หวังสารพัดปัจจัยหนุน เฟดเลื่อนขึ้นดอกเบี้ย
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ตลาดเริ่มคาดการณ์ช่วงเวลาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นช่วงปี 2559 ได้ส่งผลบวกต่อภาพการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4 ปี 2558 ซึ่งบริษัทมองว่าจะเริ่มมีเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติไหลกลับมาในตลาดหุ้นไทย
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในช่วง 1 เดือน นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิเข้ามาที่ประมาณ 6,400 ล้านบาท จากก่อนหน้าที่มีการขายสุทธิต่อเนื่องจากปีก่อนประมาณ 1 แสนล้านบาท ประกอบกับในช่วงที่เหลือของปีนี้ตลาดหุ้นไทยจะมีแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันในประเทศที่มาจากกองทุนลดหย่อนภาษีอย่างกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) โดยพิจารณาจากอดีตการซื้อขายในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ระยะเวลา 2 เดือนสุดท้ายของปีจะมีเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันประมาณ 2 หมื่นล้านบาท
“บริษัทคาดว่าดัชนีปีนี้น่าจะสามารถปรับตัวแตะที่ระดับ 1,450 จุดได้ไม่ยาก ขณะที่ช่วงที่เหลือของปีหากยังมีสภาพคล่องในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นจากการทำคิวอีเพิ่มของธนาคารกลางของยูโรโซนและธนาคารกลางของญี่ปุ่น และธนาคารกลางสหรัฐมีแนวโน้มเลื่อนการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปเป็นปี 2559 รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งมาอยู่ที่ 1.25% และเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาสามารถฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง บริษัทมองว่ามีโอกาสที่ดัชนีหุ้นไทยจะปรับขึ้นแตะที่ระดับ 1,516 จุด” นายวิน กล่าว
พร้อมกับมองว่าตลาดหุ้นไทยยังมีราคาและมูลค่าที่น่าสนใจ โดยคาดการณ์อัตราการจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 3.15% และมีอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ประมาณ 21.73% ในขณะที่คาดการณ์ตลาดในประเทศในกลุ่ม Tips ประกอบด้วย ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย อยู่ที่ 1.93% 4.77% และ 2.12% 20.36% ตามลำดับ
นายวิน กล่าวว่า บริษัทยังเตรียมจ่ายเงินปันผลของกองทุนเปิดวรรณเอเอ็มซีเล็คทีฟหุ้นระยะยาว (1S-LTF) หลังจากสามารถทำผลการดำเนินงานได้ค่อนข้างดี โดยจะจ่ายเงินปันผลในอัตราหน่วยลงทุน 0.55 บาท และกำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วยลงทุน เพื่อสิทธิในการรับเงินปันผล ในวันที่ 11 พ.ย. 2558 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 24 พ.ย. 2558
สำหรับกองทุน 1S-LTF เน้นกลยุทธ์การลงทุนแบบการคัดสรรหุ้นเฉลี่ยลงทุน 20 หลักทรัพย์ โดยเน้นหลักทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีอัตราการจ่ายปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด และหุ้นที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีในแต่ละช่วงที่เหมาะสม ซึ่งต้องมีอัตราหนี้สินต่อทุนที่ต่ำ โดยเฉพาะหุ้นที่มีขนาดกลางและใหญ่
ด้าน นายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์กองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า คำแนะนำการลงทุนในช่วงนี้จนถึงวันที่ 2 พ.ย. 2558 ยังต้องรอผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 27-28 ต.ค.นี้ ซึ่งอาจจะมีผลต่อเงินทุนต่างชาติในระยะสั้นที่ไหลเข้ามาเหมือนที่เฟดประกาศคงดอกเบี้ยในเดือนก.พ.ที่ผ่านมา
“เราแนะนำชะลอลงทุนในกองทุนหุ้นไทยไปก่อน หรือทยอยขายทำกำไรเมื่อดัชนีปรับตัวสูงขึ้น แนวต้านที่ 1,440-1,460 จุด ส่วนกองทุน LTF และกองทุน RMF แนะนำเข้าซื้อหากดัชนีต่ำกว่าระดับ 1,400 จุด” นายสานุพงศ์ กล่าว
ทั้งนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแคบๆ และมีอัพไซด์จำกัด แม้ตัวเลขผลประกอบการที่ออกมาส่วนใหญ่ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
นายสานุพงศ์ กล่าวว่า ทางด้านตลาดหุ้นจีนได้รับปัจจัยบวกหลายเรื่อง ทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% แนวโน้มกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่จะบรรจุค่าเงินหยวนลงในตะกร้าเงิน และการลงนามข้อตกลงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กับอังกฤษ การเข้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ ตัวเลขภาคการบริโภคของจีนที่ยังคงออกมาในเกณฑ์ดี ซึ่งน่าจะแสดงถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับแผนการรับมือกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่ดีของรัฐบาล จึงยังแนะนำให้ลงทุนใน H-Share และตลาดฮั่งเส็งในระยะยาว
นอกจากนี้ การที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ไม่เพิ่มวงเงินอัดฉีดสภาพคล่องผ่านมาตรการคิวอีในการประชุมครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าอีซีบียังคงมุมมองที่ดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป แต่อีซีบียังมีการเตรียมพร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหากจำเป็น ทำให้การทยอยลงทุนในหุ้นยุโรปในระยะยาวยังน่าสนใจ
ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่น ตัวเลขการส่งออกที่ชะลอตัว ทำให้มีความกังวลเล็กน้อยกับเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยให้ติดตามต่อว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะมีการปรับวงเงินในการทำคิวอีเพิ่มเติมอีกหรือไม่







