
เปิดทางแบงก์ใช้ข้อมูลลูกค้าทำแบบจำลองเครดิต
ครม.ไฟเขียวเปิดทางแบงก์นำข้อมูลลูกค้าไปใช้ทำแบบจำลองเครดิต เชื่อช่วยกระบวนการสินเชื่อรวดเร็ว ลูกค้าได้ประโยชน์ส่งผลดีต่อระบบการเงินโดยรวม
ครม.ไฟเขียวเปิดทางแบงก์นำข้อมูลลูกค้าไปใช้ทำแบบจำลองเครดิต เชื่อช่วยกระบวนการสินเชื่อรวดเร็ว ลูกค้าได้ประโยชน์ส่งผลดีต่อระบบการเงินโดยรวม
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2558 อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การจัดทำแบบจำลองด้านเครดิต) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งหลังจากนี้จะได้นำส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ต่อไป
ทั้งนี้ ในเรื่องนี้กระทรวงการคลัง เสนอกว่าเดิมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545 ไม่ได้มีบทบัญญัติรองรับให้สมาชิกนำข้อมูลของลูกค้าตนที่ได้จากบริษัทข้อมูลเครดิตตามมาตรา 20 ไปใช้ในการจัดทำแบบจำลองด้านเครดิต ดังนั้นจึงสมควรกำหนดบทบัญญัติเพิ่มเติมให้สถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติสามารถนำข้อมูลของลูกค้าตนที่ได้จากบริษัทข้อมูลเครดิตไปใช้ในการจัดทำแบบจำลองด้านเครดิตเพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์สินเชื่อ การออกบัตรเครดิต และการบริหารความเสี่ยงในกิจการของสมาชิก
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่นำไปใช้เป็นข้อมูลเฉพาะส่วนที่สะท้อนถึงความสามารถในการชำระหนี้ โดยไม่มีข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนของเจ้าของข้อมูล และได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้กระบวนการพิจารณาสินเชื่อรวดเร็วและเป็นประโยชน์กับลูกค้า โดยเจ้าของข้อมูลไม่ได้ถูกละเมิดสิทธิ แนวทางนี้จะทำให้ผู้บริโภคได้รับบริการสินเชื่อสอดคล้องกับศักยภาพในการชำระคืนหนี้ ทำให้เกิดความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน และเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า นอกจากนี้เพื่อแก้ไขบทบัญญัติในส่วนที่สันนิษฐานให้กรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ หรือผู้แทนของนิติบุคคล ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษทางอาญาร่วมกับการกระทำความผิดของนิติบุคคล โดยไม่ปรากฏว่ามีการกระทำหรือเจตนาประการใดอันเกี่ยวกับ การกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนบทสันนิษฐานความรับผิดทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล โดยต้องมีการพิสูจน์ว่ากรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ หรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้น ได้รู้เห็นหรือยินยอมหรือไม่ได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดนั้นจึงจะต้องรับโทษทางอาญา







