
'สิงห์'ปักธงอาเซียน ใช้แมนฯซิตี้ปั้นน้ำดื่ม
หลังจาก สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ใช้กลยุทธ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง ด้วยการเข้าเป็นโกลบอลสปอนเซอร์สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเชลซี เพื่อปักธงธุรกิจเบียร์ในตลาดต่างประเทศ กระทั่งมียอดขายเติบโต 5-10% ล่าสุดได้เข้าเป็นสปอนเซอร์แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพื่อหวังนำน้ำดื่มและโซดาสิงห์สยายปีกต่างแดนเช่นเดียวกัน
หลังจาก สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ใช้กลยุทธ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง ด้วยการเข้าเป็นโกลบอลสปอนเซอร์สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเชลซี เพื่อปักธงธุรกิจเบียร์ในตลาดต่างประเทศ กระทั่งมียอดขายเติบโต 5-10% ล่าสุดได้เข้าเป็นสปอนเซอร์แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพื่อหวังนำน้ำดื่มและโซดาสิงห์สยายปีกต่างแดนเช่นเดียวกัน
นายจาตุรนต์ หิมะทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจ-การตลาดกีฬาต่างประเทศ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำดื่มตราสิงห์ เปิดเผยว่า นโยบายของบริษัทวางแผนขยายธุรกิจเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์ตราสิงห์ ได้แก่ น้ำดื่มและโซดา ไปทำตลาดต่างประเทศ โดยใช้โมเดลธุรกิจเหมือนกับเบียร์สิงห์ เข้าไปเป็นสปอนเซอร์สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีก 2 ทีม คือ เชลซี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพราะสร้างแบรนด์ได้อย่างรวดเร็วและยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจน้ำดื่ม โซดาตราสิงห์เข้าไปทำตลาดอาเซียนมานาน แต่ยังไม่ได้สร้างแบรนด์จริงจัง ซึ่งล่าสุดบริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ได้เซ็นสัญญาเป็นออฟฟิเชียลพาร์ตเนอร์ในกลุ่มเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์ภายใต้ตราสิงห์ ระหว่างปี 2558-2562 ได้สิทธินำตราสัญลักษณ์ทีมฟุตบอลทำตลาดในไทย ลาว กัมพูชา และเมียนมา เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ใช้งบสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง 100 ล้านบาท
นายโอมาร์ เบอร์ราด้า ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กล่าวว่า สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ วางแผนจะเข้ามาทำธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น เนื่องจากฐานแฟนฟุตบอลมากกว่า 50% เป็นชาวเอเชีย จากฐานผู้ชมทั่วโลก 400 ล้านคน ซึ่งเป็นชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วม 80 ล้านบาท ล่าสุดจัดตั้งสำนักงานที่สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางทำตลาดในภูมิภาคดังกล่าว
ขณะที่การเข้ามาทำตลาดให้ความสำคัญ 4 ประเทศ เพราะเป็นประเทศที่มีฐานแฟนฟุตบอลจำนวนมาก ได้แก่ อินโดนีเซีย 33 ล้านคน ไทย 25 ล้านคน เวียดนาม 10 ล้านคน มาเลเซีย 9 ล้านคน โดยจับมือร่วมกับสินค้าที่ต้องการใช้ตราสัญลักษณ์สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพื่อสร้างแบรนด์และสร้างยอดขาย ปัจจุบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดสร้างรายได้หลัก 1 ใน 3







