
เลิกหว่านเงินกระตุ้นสั้น
ในสัปดาห์นี้ ทุกสายตาย่อมจับจ้องไปที่กรุงปักกิ่งเป็นพิเศษ เพราะบรรดาผู้นำคนสำคัญในพรรคคอมมิวนิสต์จีน จะมาร่วมประชุมกันเพื่อเคาะ “แผน 5 ปี” ฉบับใหม่ หรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 13 (2016-2020)
ในสัปดาห์นี้ ทุกสายตาย่อมจับจ้องไปที่กรุงปักกิ่งเป็นพิเศษ เพราะบรรดาผู้นำคนสำคัญในพรรคคอมมิวนิสต์จีน จะมาร่วมประชุมกันเพื่อเคาะ “แผน 5 ปี” ฉบับใหม่ หรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 13 (2016-2020)
ต้องจับจ้องเพราะแผน 5 ปีฉบับใหม่นี้ นับเป็นแผนพัฒนาฯ ฉบับแรกภายใต้การนำของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง และนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียงที่มีแนวทางการบริหารและวางทิศทางในอนาคต “แตกต่าง” ไปจากผู้นำจีนรุ่นก่อนๆ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และยังเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ทศวรรษนับตั้งแต่เติ้งเสี่ยวผิงเปิดประเทศ ที่เศรษฐกิจจีนเติบโตได้ต่ำกว่าระดับ 7% อีกด้วย
หาก 10 ปีที่ผ่านมาในยุคของอดีตประธานาธิบดี หูจิ่นเทา คือเสี่ยกระเป๋าหนักที่เน้นอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตการณ์ภาคการเงินสหรัฐหลังปี 2008 เพื่อให้จีนเป็นอัศวินขี่ม้าขาวพยุงเศรษฐกิจโลกที่กำลังย่ำแย่แล้ว
จีนในยุคหลังของสีจิ้นผิงและหลี่เค่อเฉียง ก็คือ แม่บ้านยุคใหม่ที่ใช้จ่ายเงินเป็น ไม่เน้นอัดฉีดเงินอุ้มเศรษฐกิจ แต่หันมาปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมตั้งแต่ฐานราก ให้พร้อมสำหรับการเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกในระยะยาวแทน
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในยุค สี-หลี่ จึงไม่ใช่มาตรการขนานใหญ่เพื่อลุยขับเคลื่อนจีดีพีประเทศเหมือนในสมัยของหู ที่มีการอัดฉีดเงินในคราวเดียวถึง 4 ล้านล้านหยวน (ราว 22 ล้านล้านบาท) ให้ได้เห็นกันอีก แต่จะเป็นมาตรการกระตุ้นแบบตั้งรับ (Defensive Stimulus) เพื่อประคองภาวะเศรษฐกิจจีนไม่ให้ขยายตัวลดลงมากเกินไป และยังคงอยู่ในแนวระดับ 7% ตามที่ทุกฝ่ายคาดหวังเอาไว้ได้ เช่น มาตรการผ่อนคลายทางการเงินด้วยการลดดอกเบี้ยอย่างที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
การเปลี่ยนทิศครั้งนี้สามารถเข้าใจได้ไม่ยากนัก เพราะหากดูจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานเก่าที่ผ่านๆ มา จะพบว่าล้วนช่วยได้เพียงระยะสั้น และยังอาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาในภายหลังได้
ยาแรงทางการคลังขนานใหญ่วงเงิน 4 ล้านล้านหยวน เมื่อปี 2008 อาจช่วยพยุงเศรษฐกิจจีนให้ยังขยายตัวได้ดีในช่วงการค้าโลกตกต่ำได้ ทำให้จีดีพีในปีเดียวกันลดลงมาแค่เล็กน้อยอยู่ที่ 9.6% ก่อนจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 10.6% ในปี 2010 แต่จีนในฐานะโรงงานผลิตของโลกและเศรษฐกิจที่อิงอยู่บนภาคการส่งออกเป็นหลัก ก็ไม่อาจต้านทานเศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่ได้ จนปิดจ๊อบปี 2013 หรือปีส่งไม้ต่อให้สีจิ้นผิงที่จีดีพี 7.7%
ที่สำคัญก็คือ สภาพคล่องมหาศาลที่ไหลเวียนในจีนขณะนั้น ทั้งจากการอัดฉีดของรัฐบาลกรุงปักกิ่งเอง และจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ก้อนแรกราว 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้เศรษฐกิจจีนต้องประสบปัญหาฟองสบู่อย่างรุนแรงตามมาในภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากงบประมาณที่ถูกกระจายไปตามท้องถิ่นถูกนำไปก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างที่ไม่สามารถใช้งานจริงได้เป็นจำนวนมาก หรือนำไปสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อเก็งกำไรซึ่งไม่ได้มีความต้องการจริงในตลาด นอกจากนี้ สภาพคล่องมหาศาลยังถูกนำไปอุ้มรัฐวิสาหกิจ (SOE) ที่ไม่มีประสิทธิภาพเป็นจำนวนมากอีกด้วย ซึ่งท้ายที่สุด ทั้งหมดนี้ก็เป็นภาระทางงบประมาณมหาศาลกับหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นที่พอกพูนขึ้น
แม้แต่ยุคของสีจิ้นผิงที่ขึ้นมารับตำแหน่งต่อตั้งแต่ปี 2013 เอง ก็ยังต้องพึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้ช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนเก้าอี้ต้องสะดุด เช่น การออกมาตรการกระตุ้นทางการคลังแบบมินิหลายด้าน และการออกมาตรการทางการเงิน ให้ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) อัดฉีดเงินกู้เข้าสถาบันการเงินในประเทศเสริมสภาพคล่อง 5 แสนล้านหยวน ในปี 2014 หรือการอัดฉีดต่อราว 1 ล้านล้านหยวน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงกลางปีนี้ ทว่ามาตรการทั้งหมดนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้จีนได้อย่างยั่งยืน
บลูมเบิร์กได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า แผนฉบับใหม่น่าจะมี 5 เรื่องใดเรื่องหนึ่งในนี้ประกอบเข้าด้วยกัน ได้แก่ 1.การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอความร้อนแรงลง ด้วยเป้าหมายการเติบโตต่ำกว่า 7% เป็นครั้งแรกของจีน 2.เน้นพลังงานสีเขียว ซึ่งนับเป็นความต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฉบับเดิม 3.การเพิ่มจำนวนประชากร โดยปรับเปลี่ยนนโยบายลูกคนเดียว 4. การมุ่งเน้นนวัตกรรม และเรื่องสุดท้าย นับเป็นปัจจัยเศรษฐกิจ-การเมืองที่สดใหม่และร้อนแรงขึ้นในสมัยผู้นำสีกับนโยบายเชื่อมจีน-ยุโรป-แอฟริกาด้วยเส้นทางสายไหมทั้งทางบกและทางทะเลอีกครั้ง เพื่อการวางสถานะความเป็นมหาอำนาจในอนาคตของจีนอย่างแท้จริง
ที่จริงแล้ว หัวใจสำคัญของแผน 5 ปี ฉบับที่ 13 อาจจะไม่ได้ต่างไปจากแผนฉบับที่ 12 (2011-2015) มากนัก เนื่องจากในครั้งนั้นหูจิ่นเทาก็เริ่มส่งสัญญาณชะลอการอัดฉีดลงแล้ว หลังจากกระตุ้นใหญ่มาได้ 3 ปี โดยในแผนฉบับที่ 12 มีสาระสำคัญ 2 เรื่องหลักที่คาดว่าจะต่อเนื่องมายังแผนฉบับที่ 13 ด้วย ก็คือ 1.การปรับลดเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จากเฉลี่ย 7.5% ในแผนฉบับที่ 11 มาเป็นเฉลี่ย 7% และ 2.การลดการพึ่งพาการส่งออกและการลงทุน หันมาส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศแทน
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากสภาพแวดล้อมในขณะนั้น ที่เต็มไปด้วยมาตรการอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจกันทั่วทั้งโลก จะพบว่า นี่เป็นการส่งสาสน์ในระยะยาวหลังยุคของตนเอง มากกว่าที่ีจะมีการใช้จริงในยุคของประธานาธิบดีหู เนื่องจากเล็งเห็นถึงผลที่จะตามมาและความจำเป็นที่จีนต้องปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเริ่มมาเห็นได้ชัดในยุคของประธานาธิบดีสีที่กำลังจะเจอกับยุคนโยบายการเงินโลกเปลี่ยนทิศ เงินทุนไหลกลับมหาศาลเมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ย ในขณะที่การค้ายังไม่กลับมาเฟื่องฟูเหมือนเดิม และยังต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองโลกที่เข้มข้นขึ้น ทั้งจากการแข่งขันภูมิศาสตร์ทางการเมืองในฝั่งเอเชีย หรือสมรภูมิการค้าเสรีที่กำลังร้อนแรง
ดังนั้น ยุคของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงจึงอาจนับได้ว่าเป็นยุคของการปฏิรูปที่แท้จริงมากกว่า และแผนพัฒนา ฉบับที่ 13 จึงเป็นการมุ่งปฏิรูปภาคเศรษฐกิจการเงิน ปรับโมเดลเศรษฐกิจลดการพึ่งพาการส่งออก หันมากระตุ้นการบริโภคภายในของจีนอย่างแท้จริง







