
สรรพากรขอมาตรา 44 นิรโทษภาษีเอสเอ็มอี
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
การออกกฎหมายเพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ทำบัญชีหลายบัญชีให้มาทำบัญชีเดียวตามนโยบายของรัฐบาล โดยกรมสรรพากรจะไม่เอาผิดย้อนหลังในส่วนที่เสียภาษีไม่ถูกต้องมาก่อนหน้านี้ทั้งหมดนั้น ประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ระบุว่า กระทรวงการคลังจะเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวออกเป็นประกาศ
การออกประกาศดังกล่าว นอกจากเพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เสียภาษีไม่ถูกต้องโดยมีหลายบัญชีให้มาทำบัญชีเดียวโดยไม่เอาผิดย้อนหลังแล้ว ยังจะให้ความคุ้มครองการทำงานของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรไม่ให้ผิดกฎหมายว่าด้วยการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วย
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เข้ามาทำบัญชีเดียวจะมีช่วงเวลาในการจัดบัญชี โดยช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเหมือนกับการรอลงอาญา ซึ่งหากในช่วงรอลงอาญานั้นเอสเอ็มอีรายใดมีการเสียภาษีไม่ถูกต้อง กรมสรรพากรก็จะเอาผิดย้อนหลัง แต่หากพ้นจากช่วงรอลงอาญาไปแล้ว เอสเอ็มอีรายใดกลับมาทำผิด มีการเสียภาษีไม่ถูกต้อง หรือว่ากลับไปทำหลายบัญชี ทางกรมสรรพากรจะไม่เอาผิดย้อนหลังในส่วนที่เสียภาษีไม่ถูกต้อง
สำหรับเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรสามารถไม่เอาผิดผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เสียภาษีไม่ถูกต้องได้ เพราะถือว่าช่วงที่ผู้ประกอบการเข้ามาทำบัญชีเดียว กรมสรรพากรไม่เห็นข้อมูลการเสียภาษีที่ไม่ถูกต้องก่อนหน้านั้น ซึ่งอาจทำให้ถือว่าเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้จึงต้องมีการคุ้มครอง
นอกจากนี้ กรมสรรพากรได้ทำโปรแกรมทางบัญชีอย่างง่ายให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ใช้ทำบัญชีเดียว รวมทั้งกรมสรรพากรยังได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมที่มาทำบัญชีเดียว รวมถึงการจ้างเด็กอาชีวะมาทำบัญชี สามารถนำรายจ่ายดังกล่าวมาหักลดหย่อนภาษีได้สองเท่าด้วย
ขณะเดียวกัน กรมสรรพากรจะเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย จะมีโปรแกรมบัญชีให้เบื้องต้น 2,000 แผ่น เพื่อให้
ผู้ประกอบการรู้ถึงรายได้ ต้นทุนค่าใช้จ่าย กำไรและขาดทุนจากการประกอบกิจการ สามารถวางแผนการลงทุนที่เหมาะสมให้กับธุรกิจได้
ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของประเทศรวม 2.7 ล้านราย แต่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ประมาณ 4 แสนราย ในจำนวนนี้มีการเปิดบริษัทแต่ไม่มีการดำเนินการ 1 แสนกว่าราย ทำให้มีผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบจริงๆ ประมาณ 2 แสนกว่าราย
อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ต้นปีหน้ากรมสรรพากรจะสรุปมาตรการลดหย่อนภาษีต่างๆ รวมถึงการลดหย่อนภาษีจากการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาว หรือแอลทีเอฟ การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่อาจจะมีการลดภาษีอัตราที่จัดเก็บสูงสุดขณะนี้ให้ต่ำลง และพิจารณาเพิ่มการหักลดหย่อนรายจ่ายแบบเหมารวมที่ปัจจุบันหักได้ 6 หมื่นบาท/ราย รวมถึงการลดหย่อนการเลี้ยงดูบุตรที่กำหนดไว้ไม่เกิน 3 ราย เป็นไม่จำกัดจำนวน
ข้างต้นนี้คือรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับมาตรการการไม่เอาผิดเอสเอ็มอีที่เสียภาษีไม่ถูกต้องหากมีการทำบัญชีเดียว หรือการนิรโทษกรรมภาษี
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กรมสรรพากรพบว่า ในอดีตระหว่างปี 2520-2534 กรมสรรพากรได้เคยนิรโทษกรรมภาษีให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรวมถึง 5 ครั้ง เนื่องจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีประสบปัญหาด้านการเงิน โดยการนิรโทษกรรมภาษีที่ผ่านมาภาครัฐสูญเสียรายได้ปีละ 1,000-4,000 ล้านบาท แต่การลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศยังไม่เห็นผล และยังพบว่าผู้ประกอบการกลุ่มนี้ยังคงมีพฤติกรรมการเลี่ยงภาษี
สำหรับเหตุผลที่ว่าเพื่อให้มีการจดทะเบียนเข้าระบบมากขึ้นนั้น จากฐานข้อมูลที่กรมสรรพากรมีอยู่ มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 4 แสนรายที่เข้ามาอยู่ในระบบภาษี ส่วนที่ยังไม่เข้าระบบแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เตรียมเป็นบริษัทร้าง กลุ่มที่ตั้งขึ้นเพื่อออกใบกำกับภาษีปลอม กลุ่มที่ตั้งเพื่อประกอบธุรกิจนำเข้าและส่งออกเพียงครั้งเดียวแล้วปิดบริษัททิ้ง และกลุ่มที่ตั้งใจจดทะเบียนไว้แต่ไม่มีรายได้ บางส่วนมีรายได้แต่ไม่บันทึก







