
Smart City-เมืองอัจฉริยะ
โดย...นายบุญสน เจนชัยมหกุล
โดย...นายบุญสน เจนชัยมหกุล
ในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมงานสัมมนา IoT 2015 (Internet of Things) ที่จัดที่ประเทศสิงคโปร์โดยเป็นการนำงานนี้มาจัดเป็นครั้งแรกในเอเชีย คำนิยามของ “อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง” (IoT-Internet of Things) คือสิ่งของต่างๆ ในโลกนี้จะประกอบด้วยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มีหมายเลขเฉพาะ สามารถเชื่อมต่อข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในยุคดิจิทัล ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมามีแนวประยุกต์ที่หลากหลายพึ่งจะมาถึงข้อสรุปว่า IoT จะเป็นกลจักรสำคัญของการสร้างเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยืนยาวอย่างมีความสุข
ก่อนที่เข้าสู่เมืองอัจฉริยะ เราคงต้องเริ่มต้นจากโต๊ะทำงานอัจฉริยะ (Smart Desktop) และขอนับศักราชนี้จากวันที่ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (พีซี) ขึ้นปกบุคคลแห่งปีของนิตยสารไทม์ในปี 1982 (เป็นครั้งแรกที่นิตยสารไทม์ยกย่องสิ่งประดิษฐ์ขึ้นหน้าปกบุคคลแห่งปี) เป็นจุดเปลี่ยนของโลกจากการประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรมขนาดใหญ่มาเป็นอุปกรณ์ส่วนบุคคล และวันนี้กลายเป็นอุปกรณ์สำนักงานที่ทุกคนขาดไม่ได้ต่อเนื่องด้วยยุคของสำนักงานอัจฉริยะ (Smart Office) และขยายขอบเขตเป็นอาคารอัจฉริยะ (Smart Building) ที่เน้นเรื่องการประหยัดพลังงานตามลำดับ
ถึงแม้ว่ายังไม่สามารถจะบรรลุความชัดเจนของความหมายคำว่า เมืองอัจฉริยะแต่พออนุมานได้ว่าการพัฒนาต่างๆ จะเริ่มต้นด้วยคุณภาพชีวิตเป็นหลัก อันเกิดจากการบริการของรัฐด้านสุขภาพ ด้านขนส่งมวลชน ด้านสาธารณูปโภค และที่ขาดเสียมิได้คือด้านการศึกษา
ประเทศสิงคโปร์นับได้ว่าเป็นประเทศแรกที่ประกาศว่าจะเป็นประเทศอัจฉริยะ (Smart Nation) (ยากที่จะแยกความแตกต่างของสิงคโปร์ที่เป็นเมืองกับสิงคโปร์ที่เป็นประเทศ) ตัวอย่างหนึ่งของแนวคิดด้านขนส่งมวลชนคือ การจัดรถโดยสารประจำทางเป็นเครือข่ายรองเชื่อมโยงประชาชนเข้าสู่รถไฟฟ้าที่เป็นเครือข่ายหลัก มีการติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารและมีการแตะบัตรโดยสารขาขึ้นและขาลง ทำให้มีข้อมูลเช่น ผู้โดยสารกลุ่มใหญ่ในเวลาที่ใกล้เคียงกัน เดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งเป็นประจำทุกวัน ก็จะมีความคุ้มค่าที่จะจัดรถประจำทางในเวลาดังกล่าวที่จะขนส่งผู้โดยสารกลุ่มนี้ไปยังจุดหมาย (การที่ผู้โดยสารจะใช้บัตรโดยสารมากกว่าการจ่ายเงินสด เนื่องจากบัตรจะคิดค่าโดยสารที่เป็นระยะทางและลดราคาให้เป็นพิเศษในเวลาเร่งด่วน ทำให้เกิดแรงจูงใจในการทดแทนเงินสด)
อีกตัวอย่างหนึ่งที่ละเว้นมิได้คือ แอพ Street Bump ของนครบอสตัน สหรัฐอเมริกา ซึ่งชนะรางวัลโมบายแอพยอดเยี่ยมเมื่อ 2 ปีก่อน เป็นแอพที่ให้ประชาชนติดตั้งบนสมาร์ทโฟนใช้ในการเก็บข้อมูลพื้นผิวถนนที่ไม่เรียบ โดยจะทำการเก็บข้อมูลความสั่นสะเทือนของสมาร์ทโฟนในระหว่างการเดินทาง เพื่อชี้จุดให้หน่วยงานรัฐเข้าไปทำการบำรุงรักษา ซึ่งทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายของรัฐในการส่งรถออกไปสำรวจ และคุณภาพของชีวิตของประชาชนดีขึ้น (อาจไม่เหมาะกับประเทศที่มีพื้นถนนที่ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อทุก 500 เมตร)
ลองจินตนาการตามผมครับว่า การแพทย์จะก้าวหน้าขนาดไหน หากการเก็บข้อมูลร่างกายด้วยอุปกรณ์ติดตัวที่ให้ข้อมูลที่ครบถ้วน จากสภาพการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อวิเคราะห์อาการต่างๆ ที่แม่นยำมากกว่าการเข้าเก็บข้อมูลเพียงบางช่วงเวลา ตัวอย่างความสำเร็จของการเก็บข้อมูลในลักษณะนี้นึกไม่ถึงว่ามาจากการแข่งขันรถสูตรหนึ่ง (Formula 1) โดยมีการบันทึกข้อมูลจากทุกชิ้นส่วนเพื่อประมวลผลในการพัฒนาขีดความสามารถของรถแข่ง และอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เช่น เครื่องยนต์ต้องเป็นขนาด 1.6 ลิตร V6 เทอร์โบชาร์จ เท่านั้น ใช้เชื้อเพลิงได้เพียงหนึ่งถังที่มีน้ำหนัก 100 กิโลกรัม (หมายเหตุ : น้ำมันเบากว่าน้ำ ซึ่งน้ำมันหนึ่งลิตรจะหนักเพียง 0.75 กิโลกรัม) รวมทั้งความเร็วรอบจำกัดไว้ไม่เกิน 1.5 หมื่นรอบ/นาที และอื่นๆ อีกมาก (ในปี 2558 เฉพาะข้อกำหนดของเครื่องยนต์ในการแข่งขันมีความหนาถึง 89 หน้า)
มาถึงจุดนี้ทุกท่านคงเชื่อเหมือนผมว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจจะต้องไปควบคู่กัน และหนีไม่พ้นที่จะต้องสร้างเศรษฐกิจแบบนวัตกรรม (Innovation Economy) ให้เกิดขึ้นให้ได้







