
โจทย์หินฟื้นฟูบินไทย
ปัญหาปลาคนละน้ำที่เกิดขึ้นในบริษัท การบินไทย สายการบินแห่งชาติ เริ่มออกฤทธิ์รุนแรงขึ้น เมื่อผลประกอบการทางธุรกิจของการบินไทยมีแนวโน้มว่าในไตรมาส 3 จะขาดทุนอย่างต่อเนื่องจากไตรมาส 2 ซึ่งขาดทุนแล้วกว่า 1.27 หมื่นล้านบาท
ปัญหาปลาคนละน้ำที่เกิดขึ้นในบริษัท การบินไทย สายการบินแห่งชาติ เริ่มออกฤทธิ์รุนแรงขึ้น เมื่อผลประกอบการทางธุรกิจของการบินไทยมีแนวโน้มว่าในไตรมาส 3 จะขาดทุนอย่างต่อเนื่องจากไตรมาส 2 ซึ่งขาดทุนแล้วกว่า 1.27 หมื่นล้านบาท
เป็นการขาดทุนที่สวนกระแสกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยช่วงเดือน ม.ค.-ก.ย.ที่ผ่านมา กว่า 22.13 ล้านคน เพิ่มขึ้น 27% และคาดว่าตลอดปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะหลั่งไหลมาในไทยมากกว่า 30 ล้านคน สูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวของประเทศ
ถ้าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามามากขนาดนี้ แต่การบินไทยขาดทุนหนัก แม้จะส่งมือดีเข้าไปทำงานทั้งในฐานะผู้บริหาร และมีคณะกรรมการชุดใหม่เข้าไปกำกับในการฟื้นฟูกิจการอย่างใกล้ชิดมา 1 ปีแล้ว แต่ยังไม่ดีขึ้น ต้องมีคำถามชุดใหญ่ไปยังการบินไทยว่า เกิดอะไรขึ้นกับสายการบินแห่งชาติ
หากพิจารณาการบริหารจัดการของ จรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) การบินไทย ที่ประกาศแผนฟื้นฟูที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ในวันที่ 16 ม.ค. 2558 ว่า จะมุ่งดำเนินการใน 3 ขั้นตอนเร่งด่วน ได้แก่...
1.ลดการขาดทุน โดยยกเลิกเส้นทางการขาดทุนอย่างต่อเนื่องและไม่มีศักยภาพในการทำกำไร เร่งสร้างรายได้กับเส้นทางที่มีอยู่ 2.สร้างความแข็งแกร่งในการแข่งขัน ด้านผลิตภัณฑ์ การบริการ บุคลากร การหารายได้เพิ่ม ลดต้นทุนการจัดการ 3.ขยายธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต
แผนต่างๆ จึงบังเกิดขึ้นผ่าน 1.การปรับปรุงเครือข่ายเส้นทางบิน โดยประเมินผลทุก 3 เดือน เพื่อปรับลดหรือเพิ่มเส้นทางได้อย่างเหมาะสม 2.การปรับปรุงฝูงบิน โดยปรับลดเครื่องบินจาก 9 รุ่น 11 แบบ ให้เหลือ 6 รุ่น 8 แบบ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านการซ่อมบำรุง ค่าอะไหล่และด้านพนักงานลง 3.เพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้เพิ่มขึ้น โดยหาทางเพิ่มรายได้จากทุกช่องทางการขายตั๋ว ทั้งอินเทอร์เน็ต เอเยนต์ ลูกค้าองค์กร 4.การปรับปรุงการปฏิบัติการและต้นทุนค่าใช้จ่าย โดยตั้งเป้าไว้หรูหราว่าจะลดลงให้ได้ปีละ 2 หมื่นล้านบาท 5.การปรับปรุงโครงสร้างองค์กรเพื่อให้การตัดสินใจที่รวดเร็วขึ้น
แผนการปรับปรุงเครือข่ายการบิน ปรับปรุงฝูงบิน ได้ทยอยปรับลดเส้นทางประเดิมเส้นทางกรุงเทพฯ-โจฮันเนสเบิร์ก กรุงเทพฯ-มอสโก และ ภูเก็ต-โซล โดยแต่ละเส้นทางขาดทุนต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 3 ปี เฉลี่ยปีละกว่า 300-500 ล้านบาทเศษ แต่ดูไม่มีผลนัก
ข้อมูลจากคณะกรรมการ คนร. ระบุว่า การฟื้นฟูการดำเนินงานของการบินไทยไม่เห็นผลมากนัก แม้จะเป็นแผนปฏิรูปการบินไทยไทยเป็นแผนที่ดี แต่วิธีการปฏิบัติล่าช้า โดยเฉพาะแผนลดค่าใช้จ่ายตั้งเป้าไว้ 1 หมื่นล้านบาท ทำได้เพียง 2,000 ล้านบาท ห่างไกลเป้าหมายกว่า 80% รวมถึงรายได้ที่เกิดขึ้นต่ำกว่าเดิม แต่มีบางส่วนที่ปรับตัวขึ้น เช่น รายได้จากการขนส่ง (คาร์โก้) ปรับตัวดีขึ้น หากฝ่ายบริหารไม่มีการปรับวิธีการปฏิบัติ บริษัท การบินไทย จะอยู่ในภาวะวิกฤต ปล่อยไว้จะยิ่งย่ำแย่หนัก สะท้อนได้ว่าการทำงานของฝ่ายบริหารมีปัญหาหนัก แผนการลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่ายในทุกมิติ โดยมีเป้าในการลดต้นทุนลงปีละ 2 หมื่นล้านบาท จึงเป็นหมัน
โดยเฉพาะแนวคิดการว่าจ้างคนนอก เช่น การว่าจ้างที่ปรึกษาชาวต่างชาติ ทำหน้าที่วางแผนยุทธศาสตร์การตลาดฝ่ายการพาณิชย์ หรือการสรรหาผู้บริหารหลายตำแหน่ง ไม่ถูกยอมรับจากพนักงาน และมีกระแสการต่อต้านการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง หลายตำแหน่งถูกแขวน ได้สร้างความไม่พอใจและไม่ได้รับความร่วมมือร่วมใจในการทำงาน แผนที่ดีจึงไม่เกิดผลต่อประสิทธิภาพการปฏิรูปในครั้งนี้
จรัมพร ยอมรับว่า ปัญหาหลักที่ทำให้ผลประกอบการขาดทุนและไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การบินไทยไม่สามารถสร้างรายได้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และการลดค่าใช้จ่ายไม่เป็นไปตามเป้า และมีความล่าช้ากว่าระยะเวลาที่กำหนด
ปัญหาหลักคือ ความอุ้ยอ้ายล่าช้า การปรับวิธีการขาย ไม่รวดเร็วและเคลื่อนไหวได้ไม่เท่ากับสายการบินคู่แข่ง โดยเฉพาะสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์แอร์ไลน์ส) ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้แทบทุกชั่วโมง ขณะที่การบินไทยทำได้ช้ามาก ซึ่งจะเร่งเพิ่มความเข้มข้น และวิธีการคิดการทำงานของฝ่ายที่รับผิดชอบ
“ในปีนี้การบินไทยมีอัตราบรรทุกเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ผลตอบแทนและรายได้กลับลดลง เพราะการแข่งขันที่สูงจากสายการบินคู่แข่ง การซื้อป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (เฮดจิ้ง) ยังเป็นปัญหาที่ต้องเร่งปรับปรุงและเพิ่มความเข้มข้นให้กับตัวแผนงาน”จรัมพร อธิบายแผนงาน
ต้องจับตาดูว่า นับจากนี้ฝ่ายบริหารการบินไทยจะมีไม้เด็ดอะไรออกมา หรือทลายกำแพงการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายปฏิบัติ เพื่อส่งให้การบินไทยกระพือปีกได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง
แน่นอนว่า หนึ่งในนั้นจะมีการจัดโครงการร่วมใจอีกระลอก และน่าจะใช้งบมากกว่า 2,500 ล้านบาท และน่าจะมากกว่า 500 คน
ไม่เช่นนั้นแผนฟื้นฟูที่จรัมพรประกาศไว้ว่า การปฏิรูปองค์กรจะเห็นผลชัดเจนใน 2 ปี และปี 2560 การบินไทยจะกลับสู่ภาวะที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้น รายได้จะกลับมาเพิ่มขึ้น เป็นเพียงฝันกลางวัน







