
แบงก์กำไรร่วง16%
แบงก์ทั้งระบบฟาดกำไร 45,228 ล้าน ทรุด 16% รายได้ยังไปได้ คาดไตรมาส 4 สวยงาม
แบงก์ทั้งระบบฟาดกำไร 45,228 ล้าน ทรุด 16% รายได้ยังไปได้ คาดไตรมาส 4 สวยงาม
ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบรวม 11 แห่ง มีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 45,228 ล้านบาท ลดลงจำนวน 9,062 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 16.69% เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิ 54,290 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และรวม 9 เดือนแรกปีนี้มีกำไรสุทธิรวม 149,303 ล้านบาท ลดลง 8,318 ล้านบาท หรือประมาณ 5.27% จากที่มีกำไรสุทธิ 157,621 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันปีก่อน
สาเหตุหลักที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิลดลงมากในไตรมาส 3 ปีนี้ เพราะการตั้งสำรองหนี้สูญ หนี้สงสัยจะสูญ และขาดทุนจากการด้อยค่าลูกหนี้รายใหญ่ กลุ่มบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) โดยธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ในฐานะเจ้าหนี้รายใหญ่มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้ถึง 1.1 หมื่นล้านบาท กดดันให้กำไรสุทธิลดลงถึง 32%
สำหรับเจ้าหนี้ใหญ่อันดับ 2 ธนาคารกรุงไทย (KTB) กำไรก็รูดลงแรงถึง 41.91% หรือหายไป3,879 ล้านบาท คงเหลือกำไรสุทธิเพียง 5,346 ล้านบาท ในไตรมาส 3 ปีนี้
ขณะที่ผลการดำเนินงานปกติของธนาคารพาณิชย์ พบว่าหลายแห่งมีกำไรดีกว่าที่คาดการณ์ เพราะภาระดอกเบี้ยจ่ายลดลง และมีรายได้จากค่าธรรมเนียมและการลงทุนที่ดีขึ้น แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงมากก็ตาม ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่ากำไรของธนาคารพาณิชย์จะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 3
นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ KTB เปิดเผยว่าธนาคารมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนกันสำรองและภาษีเงินได้จำนวน 17,041 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.22% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2557 โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ20,407 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.71%จากการขยายตัวของสินเชื่อ ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยสุทธิ 8,867 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.75%
ด้านผลงานงวด 9 เดือน ธนาคารมีกำไรสุทธิ 21,724 ล้านบาท ลดลง 13.70% จากการกันสำรองเพิ่มเติมจำนวน 10,300 ล้านบาท โดยในไตรมาส 3 ตั้งสำรองเพิ่ม 6,700 ล้านบาท ส่วนใหญ่สำรองสำหรับลูกหนี้เหล็กขนาดใหญ่ นอกจากการกันสำรองตามปกติเดือนละ 700 ล้านบาท ส่งผลให้สำรองรวม 21,692 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.69% ซึ่งเป็นแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง เพื่อรองรับความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ
ขณะเดียวกันธนาคารมีสินเชื่อด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล) รวม 91,532 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34,043 ล้านบาท หรือ 59.22% จากสิ้นปีสินเชื่อด้อยคุณภาพที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากสินเชื่อด้อยคุณภาพกลุ่มลูกหนี้เหล็ก ประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้หากไม่นับรวมของลูกหนี้รายใหญ่ดังกล่าว ธนาคารจะมีเอ็นพีแอลจำนวน 68,476 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,987 ล้านบาท หรือ 19.11% จากสิ้นปี 2557 ส่วนใหญ่มาจากลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดเล็ก และลูกค้ารายย่อย ซึ่งค่อนข้างอ่อนไหวต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจ
ด้าน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) มีกำไรสุทธิ 4,851 ล้านบาทในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นถึง 1,344 ล้านบาท หรือประมาณ 38% และรวม 9 เดือน กำไรสุทธิทั้งสิ้น 13,527 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,294 ล้านบาท หรือประมาณ 32%
“กำไรที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 2 ประมาณ 11.5% ปัจจัยขับเคลื่อนมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ที่สินเชื่อขยายตัวถึง 22.1% จากสิ้นปีที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยสุทธิ เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.79% จาก 3.70% ในไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากต้นทุนการเงินดีขึ้น ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการก็เพิ่มขึ้น”
นายโนริอากิ โกโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า แม้ว่าสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในไตรมาส 3 ยังคงอ่อนแอ แต่กรุงศรีสานต่อกลยุทธ์และมีผลงานที่น่าพอใจ สะท้อนถึงแนวทางธุรกิจด้วยความรอบคอบระมัดระวัง และความมุ่งมั่นในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า
สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 4 นายโกโตะ คาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมถึงปัจจัยด้านฤดูกาลที่ขับเคลื่อนความต้องการสินเชื่อทั้งในส่วนของสินเชื่อเพื่อรายย่อยและสินเชื่อธุรกิจ จะช่วยให้อัตราการขยายตัวของสินเชื่อปี 2558 อยู่ในกรอบล่างของเป้าสินเชื่อที่ 4-6%







