
รับมือวัยเก๋า
หลายคนรู้ว่าตอนนี้หลายประเทศในอาเซียนรวมทั้งไทยกำลังก้าวสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ แต่อาจไม่ตระหนักว่าในกลุ่มผู้สูงอายุที่ว่า มีคนที่อายุหลักร้อยไม่น้อยเหมือนกัน
หลายคนรู้ว่าตอนนี้หลายประเทศในอาเซียนรวมทั้งไทยกำลังก้าวสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ แต่อาจไม่ตระหนักว่าในกลุ่มผู้สูงอายุที่ว่า มีคนที่อายุหลักร้อยไม่น้อยเหมือนกัน
สำหรับสิงคโปร์ เว็บไซต์สเตรทไทมส์ อ้างข้อมูลจากสำนักงานสถิติของสิงคโปร์ ว่า ชาวสิงคโปร์อายุ 100 ปี มีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า หากเทียบในช่วงปี 2543 จนถึงเดือน มิ.ย.ปีนี้ หรือเพิ่มจาก 232 คน เป็น 1,200 คน ส่วนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 90 ปีขึ้นไป ก็เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเช่นกัน หรือจาก 5,431 คน มาเป็น 1.42 หมื่นคน
ขณะเดียวกัน องค์การอนามัยโลกมองว่าตอนนี้บรรดาประเทศพัฒนาแล้วกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่กลุ่มประชากรที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือ “oldest old” หรือคนที่มีอายุตั้งแต่ 85 ปีขึ้นไป และนี่คือแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายสิบปีข้างหน้านี้
ส่วนสิงคโปร์เองตอนนี้มีประชากรกลุ่มนี้มากกว่า 4.1 หมื่นคน เพิ่มจากในปี 2548 ที่มีอยู่ประมาณ 1.4 หมื่นคน
อย่างไรก็ตาม แครอล ตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์ผู้สูงอายุ มองว่า การมีผู้สูงอายุจำนวนมากไม่ใช่ปัญหา แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือมีคนป่วยด้วยโรคเรื้อรังจำนวนมากต่างหาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรเก็บสถิติและให้ความสนใจ ไม่ใช่แค่ดูว่าตอนนี้มีคนสูงอายุจำนวนมากน้อยแค่ไหน
เธอยังขยายความด้วยว่า ตอนนี้มีคนหัวใจวาย ไตวาย เส้นเลือดในสมองแตกเฉียบพลัน และเป็นโรคสมองเสื่อมในสิงคโปร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งล้วนเกิดจากการไม่ดูแลตัวเอง ไม่รู้จักป้องกันโรคประจำตัว ซึ่งโรคเหล่านี้เกิดขึ้นได้ตอนที่ยังมีอายุไม่มากนัก
ดังนั้น แทนที่จะทุ่มเงินไปกับการเตรียมโรงพยาบาลไว้ดูแลคนป่วยด้วยโรคเหล่านี้มากขึ้น ซึ่งมีต้นทุนเฉลี่ยราว 1 ล้านเหรียญสิงคโปร์/เตียง ก็สามารถใช้เงินก้อนเดียวกันมาใช้เพื่อป้องกันโรคมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ การป้องกัน และการตรวจสุขภาพ โดยแนะนำว่าอาจมีการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคต่างๆ ให้กับผู้สูงอายุ
สอดคล้องกับ ติน เพ่ย หลิง สส.เขตแมคเฟอร์สัน ผู้คอยเป็นปากเป็นเสียงให้ผู้สูงอายุ ที่เห็นว่าการมีคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าการมีอายุยืนยาว และเธอสนับสนุนให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรง อีกทั้งยังเชื่อว่าการได้ทำงานจะช่วยให้รู้สึกกระฉับกระเฉงทั้งกายและใจ และยังรู้สึกถึงศักยภาพของตัวเองและเคารพตัวเอง
โดยทางหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้คือการทำงานอาสาสมัคร ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลสิงคโปร์จัดทำโครงการกองทุนอาสาสมัครผู้สูงอายุเพื่อฝึกฝนทักษะให้คนวัยเก๋าและจัดทำระบบบริหารจัดการอาสาสมัครด้วย







