
ถกบีโอไอลดภาษีแฟรนไชส์
“สุวิทย์” ถกบีโอไอให้สิทธิพิเศษลดภาษีธุรกิจแฟรนไชส์ หวังสร้างไทยเป็นฮับในอาเซียน
“สุวิทย์” ถกบีโอไอให้สิทธิพิเศษลดภาษีธุรกิจแฟรนไชส์ หวังสร้างไทยเป็นฮับในอาเซียน
นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน “สุดยอดแฟรนไชส์ไทยสู่ตลาดโลก” ว่า กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในการกำหนดเงื่อนไขที่จะให้สิทธิพิเศษทางภาษี ทั้งการลดหย่อนภาษีและยกเว้นภาษีนิติบุคคลให้กับธุรกิจแฟรนไชส์ เหมือนกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ได้รับสิทธิพิเศษจากบีโอไอ เพื่อส่งเสริม ธุรกิจแฟรนไชส์ไทยให้เข้มแข็งจนสามารถขยายกิจการทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการเป็นเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจแฟรนไชส์ในภูมิภาคอาเซียน
“บีโอไอคงต้องมีโปรโมชั่นต่างๆ ในการส่งเสริมการลงทุนมากขึ้น ซึ่งตอนนี้กำลังหารือในการให้สิทธิพิเศษทางภาษีในมาตรการส่งเสริมการลงทุนโครงการเศรษฐกิจชุมชนและแฟรนไชส์ และในอนาคตอาจให้สิทธิพิเศษทางภาษีในระดับธุรกิจที่เป็นบุคคลธรรมดาด้วย ส่วนรายละเอียดกำลังพิจารณาหลักเกณฑ์คาดว่าในเร็วๆ นี้จะได้ข้อสรุป” นายสุวิทย์ กล่าว
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมมือสมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ในการวางยุทธศาสตร์พัฒนาแฟรนไชส์ไทยให้เข้มแข็งระยะยาว มี 2 แนวทาง คือ 1.ขยายประเภทของธุรกิจแฟรนไชส์ให้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคมและรูปแบบธุรกิจบริการใหม่ๆ และ 2.ขยายการส่งออกสู่กลุ่มประเทศต่างๆ ให้ครอบคลุมทั่วโลก
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ตลาดประเทศเพื่อนบ้าน หรือตลาดอาเซียนในเชิงลึก พบว่า ปลายปี 2558 ที่อาเซียนจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างเต็มรูปแบบ อาเซียนจะเป็นตลาดที่มีโอกาสที่จะขยายธุรกิจได้ดี ประกอบกับธุรกิจแฟรนไชส์ของไทยมีศักยภาพ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ไทยเป็นฮับด้านธุรกิจแฟรนไชส์ในภูมิภาคนี้
อย่างไรก็ตาม จากหารือกับสมาคมผู้ประกอบการแฟรนไชส์ ทางสมาคมได้ทำข้อเสนอ 7-8 เรื่องที่จะขอให้รัฐบาลช่วยเหลือ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเอสเอ็มอี เช่น ให้ช่วยเร่งเรื่องการเข้าถึงแหล่งลงทุน การยกร่างกฎหมายธุรกิจแฟรนไชส์ การเร่งใช้กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ เป็นต้น
นายสุวิทย์ กล่าวว่า กระทรวงยังมีแผนผลักดันธุรกิจแฟรนไชส์ไทยสู่ตลาดโลกใน 3 ปีข้างหน้า ปี 2559-2561 ให้มีผู้ประกอบการแฟรนไชส์เพิ่มไม่น้อยกว่า 300 ราย จากปัจจุบันที่มีอยู่ 1,519 ราย และขยายแฟรนไชส์ในต่างประเทศไม่น้อยกว่า 1,800 ราย สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ 6,300 ล้านบาท







