
เตรียมรับมือดอกเบี้ยขาขึ้น
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดการเงินคึกคัก ภายหลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติปรับอัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตร (อาร์/พี) ประเภท 1 วัน เพิ่มจากระดับ 1.25% เป็น 1.50% เมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี และเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ส่งสัญญาณออกมาว่าเศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวที่ชัดเจน
สำหรับดอกเบี้ยนโยบายที่สูงขึ้นผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้น 0.150.20% โดยพันธบัตรอายุเฉลี่ย 713 ปี ขึ้นมาอยู่ที่ 3.5%
แบงก์พาณิชย์พาเหรดขึ้นดอกเบี้ยฝากกู้
ผลจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ ทำให้ธนาคารพาณิชย์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นตามทันทีในวันรุ่งขึ้น โดยมีธนาคารไทยพาณิชย์เป็นผู้นำ แต่เป็นการปรับเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภท 0.250.55% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา
วันเดียวกันธนาคารกรุงไทย ธนาคารพาณิชย์ของรัฐ ก็ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยตาม แต่เป็นการปรับขึ้นทั้งสองขา คือ ดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทขึ้น 0.250.35% ต่อปี และเงินกู้เพิ่มขึ้นอีก 0.1250.150% ต่อปี มีตั้งแต่ผลวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา
ธนาคารกสิกรไทยจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่ 0.10.6% ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้นอีก 0.050.15% และธนาคารกรุงเทพปรับเพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากขึ้นเป็น 0.1250.250% และดอกเบี้ยสินเชื่อทุกประเภทเพิ่ม 0.125% มีผลตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค.นี้ เป็นต้นไป
สบน.ยันไม่กระทบลงทุนไทยเข้มแข็ง
ภาวะอัตราดอกเบี้ยขยับขึ้น นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ยืนยันออกมาว่า การกู้เงินเพื่อนำมาใช้ลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็งของภาครัฐจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะส่วนใหญ่ สบน. จะมีการปรับเปลี่ยนเงินกู้ระยะสั้น (รีไฟแนนซ์) ไปเป็นเงินกู้ระยะยาวอยู่ตลอด
หมดหวังแบงก์ลดค่าต๋ง
แรงกระเพื่อมและแรงกดดันให้ธนาคารพาณิชย์ลดส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก (สเปรด) รวมถึงการลดค่าธรรมเนียมลงบ้างตามต้นทุนการดำเนินงานที่ลดลง นับเป็นการพูดง่ายแต่ทำยาก หลังจากผู้บริหาร ธปท. ได้หารือกับสมาคมธนาคารไทยวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ได้มีการพูดคุยกันเรื่องค่าธรรมเนียมและส่วนต่างดอกเบี้ยรับกับดอกเบี้ยจ่ายเลย
อย่างไรก็ตาม สเปรดในระบบธนาคารพาณิชย์มีแนวโน้มที่จะปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงไตรมาสแรกปีนี้อยู่ในระดับ 2.78% จากปีก่อนอยู่ในระดับ 2.9% เนื่องจากธนาคารแต่ละแห่งพยายามลดต้นทุนด้วยตัวเองอยู่แล้ว แต่การดำเนินการต้องใช้เวลา ไม่ใช่จะทำได้ทันทีทันใด
เอ็มดีแบงก์กสิกรไทยยังคลอดไม่ได้
ส่วนเก้าอี้กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทยคนใหม่ ที่ถูกเฝ้าจับตาใครจะมาแทนนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ที่จะไปนั่งผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่นั้น ยังต้องติดต่อดูกันต่อไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากนายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยังไม่เลือกใครขึ้นมาตอนนี้ แต่รับประกันไว้ว่าจะเปิดโอกาสให้คนในได้พิสูจน์การทำงานของตัวเอง แถมย้ำว่าไม่นานเกินรอ
ปัจจุบันธนาคารกสิกรไทยมีรองกรรมการผู้จัดการทั้ง 4 คน ซึ่งธนาคารได้ปรับกลุ่มการบริหารเป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลัก แบ่งเป็น ด้านการบริหารธุรกิจ ซึ่งมีนายกฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการ เป็นผู้ดูแล ด้านบริหารความเสี่ยง มีนายปรีดี ดาวฉาย รองกรรมการผู้จัดการ รับผิดชอบ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสารสนเทศไอที มีนายธีรนันท์ ศรีหงส์ รองกรรมการผู้จัดการ เป็นผู้ดูแล และด้านทรัพยากรมนุษย์ มีนายสมเกียรติ ศิริชาติไชย รองกรรมการผู้จัดการ เป็นผู้ดูแล
ดัชนีหุ้นขึ้นทุบสถิติ 2 ปี
ด้านอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น กลับไม่มีผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นแต่อย่างใด ในสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีหุ้นสามารถสร้างสถิติสูงสุดใหม่ของปีนี้ใหม่ และถือเป็นจุดสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี ปิดที่ 827.54 จุด ขยับเป็น 0.85% จาก 820.60 จุด ในสัปดาห์ก่อนหน้า เพราะมีแรงซื้อหุ้นเพื่อเก็งกำไรผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2553 และนักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อสุทธิ 555 ล้านบาท และรายย่อยช้อน 1,550 ล้านบาท แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ลงระหว่าง 3.03.5% จากเดิมที่คาดเอาไว้ที่ 3.23.7% ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม หุ้นพลังงานที่เคยเป็นผู้นำตลาด รอบนี้กลับได้รับความสนใจน้อยลง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าในตลาดโลกค่อนข้างทรงตัว รวมถึงปัญหามาบตาพุดที่ยังไม่มีความชัดเจน ทำให้โรงแยกก๊าซที่ 6 ของบริษัท ปตท. ผลิตสินค้าออกมาขายไม่ได้
ด้านสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยผลสำรวจนักวิเคราะห์ครั้งล่าสุดวันที่ 14 ก.ค. 2553 ที่ผ่านมา ว่า ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนีหุ้นสิ้นปีนี้เป็นเฉลี่ย 849 จุด จากคาดการณ์เดือน มี.ค. อยู่ที่ 827 จุด ส่วนปีหน้าคาดเฉลี่ย 915 จุด เนื่องจากเศรษฐกิจขยายตัวดี ส่งผลต่อเนื่องถึงกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.)
ขณะที่ข่าวในตลาดหุ้นแง่ไม่ดีก็มีเกิดขึ้น ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีบริษัทขอเพิกถอนหุ้นออกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถึง 2 บริษัท นำโดยบริษัท ยูไนเต็ดฟลาวมิลล์ (UFM) ที่เข้ามาจดทะเบียนเกือบ 32 ปีแล้ว ให้เหตุผลว่าการเป็นบริษัทในตลาดหุ้นมีเกณฑ์ต้องปฏิบัติตามและค่าใช้จ่ายจำนวนมาก
ขณะที่บริษัทไม่ได้ระดมทุน จึงไม่เห็นความจำเป็นในการอยู่ในตลาดหุ้นไทยต่อไป ตามด้วยบริษัท เอส.พี.ซูซูกิ (SPSU) หลังจากผู้ถือหุ้นใหญ่ขายหุ้นทิ้ง และเลิกกิจการการเป็นผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ เจ้าของใหม่ต้องการเพิกถอนหุ้นออกไป







