
เปิดภารกิจ 'อรรชกา' กระตุ้นลงทุนซูเปอร์คลัสเตอร์
โดย...ดวงนภา ประเสริฐพงษ์
โดย...ดวงนภา ประเสริฐพงษ์
เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญที่จะต้องขับเคลื่อนนโยบายปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศให้เป็นรูปธรรม หลังรัฐบาล “บิ๊กตู่” เดินหน้าผลักดันนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ และการส่งเสริมอุตสาหกรรมไฮเทคในรูปแบบคลัสเตอร์
“งานแรกที่ได้รับมอบหมายจากท่านรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คือ ให้ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทำเรื่องการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษแบบคลัสเตอร์ อันนี้ก็ผ่านบอร์ดบีโอไอ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว แต่เดี๋ยวจะต้องตั้งคณะกรรมการที่จะติดตามให้นโยบายเกิดผลในเชิงรูปธรรม เพราะงานสำคัญที่ต้องทำ คือ ต้องกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในเชิงคลัสเตอร์ รวมทั้งติดตามว่าหน่วยราชการต่างๆ ดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนที่เราเสนอไปอย่างไร” อรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์”
อรรชกา ระบุว่า จากนี้ไปจะต้องรอบีโอไอประกาศเรื่องการกำหนดสิทธิประโยชน์แบบคลัสเตอร์ และกระทรวงการคลังจะมีการประกาศสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ โดยเฉพาะการลงทุน
ซูเปอร์คลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่บอร์ดบีโอไอและ ครม.อนุมัติ 6 กลุ่มคลัสเตอร์ คือ รถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี ดิจิทัล เมดิคอลฮับ และอาหาร รวมทั้งจะมีการอนุมัติให้สิทธิประโยชน์เพิ่มแก่อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เป็นอุตสาหกรรมเพื่ออนาคต
“ในอนาคตจะมีการให้สิทธิประโยชน์กลุ่มคลัสเตอร์และซูเปอร์คลัสเตอร์เพิ่มขึ้นมาอีกในบางอุตสาหกรรม ซึ่งเราจะเน้นอุตสาหกรรมเพื่ออนาคต อุตสาหกรรมไฮเทค นอกเหนือจากเกษตรแปรรูป แฟชั่น และเครื่องนุ่งห่ม แต่จะดำเนินการต่อหลังจากที่บีโอไอจะประกาศมาตรการส่งเสริมการลงทุนคลัสเตอร์กลุ่มแรกๆ ไปแล้ว และจะต้องมีการเตรียมตั้งคณะทำงานขึ้นมาติดตามเรื่องนี้โดยเฉพาะ”
สำหรับภารกิจอื่นๆ ที่จะต้องขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม อรรชกา กล่าวว่า เป็นเรื่องการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประสานกับทั้งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการกำหนดมาตรการที่จะช่วยเอสเอ็มอีเพิ่มเติม จากที่ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังได้ออกมาตรการการเงินและภาษีช่วยเหลือเอสเอ็มอีไปแล้ว
“มีการคิกออฟไปแล้วในส่วนเงินกู้วงเงิน 1 แสนล้านบาท ที่ธนาคารออมสินปล่อยกู้แก่ธนาคารพาณิชย์ดอกเบี้ย 0.1% ให้ปล่อยกู้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ต่อให้เอสเอ็มอีดอกเบี้ยไม่เกิน 4% และนอกจากเงินทุนแล้ว เรายังได้แบ่งการช่วยเหลือเป็นการเฉพาะ 3 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ กลุ่มที่มีปัญหา หรือกลุ่มเทิร์นอะราวด์ จะต้องช่วยให้ฟื้นขึ้นมาและปรับปรุงการทำธุรกิจให้ดีขึ้น เราตั้งเป้ากลุ่มนี้ไว้ 1.7 หมื่นราย ส่วนการดำเนินการนั้น สสว.จะจับกลุ่มลูกค้าที่ธนาคารคัดเลือกมาให้ และช่วยกันวินิจฉัยแนวทางช่วยเหลือ กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มที่เป็นเรกูลาร์ (เอสเอ็มอีทั่วไป) ทำอย่างไรจะให้กลุ่มนี้เข้มแข็งขึ้น และกลุ่มที่สาม คือ เอสเอ็มอีรายใหม่ ซึ่งจะมีการช่วยเหลือแหล่งเงิน การพัฒนาสินค้าและช่องทางตลาด”
ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมจะให้อุตสาหกรรมจังหวัด ทำงานร่วมกับพาณิชย์จังหวัด และสภาอุตสาหกรรมจังหวัด และสภาหอการค้าประจำจังหวัด ค้นหาตัวเอสเอ็มอีที่มีปัญหาและคัดเลือกเข้าสู่โครงการให้ความช่วยเหลือที่จะมีการเสนอให้ ครม.อนุมัติในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะคล้ายกับโครงการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีโครงการ “sme provincial champions” ซึ่งเลือกเอสเอ็มอีมาจังหวัดละ 1 ราย และสร้างให้เป็นเอสเอ็มอีที่ดีที่สุดในจังหวัด
อรรชกา ยังกล่าวถึงประเด็นร้อนๆ ที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องแก้ไขและผลักดัน คือ นโยบายการพัฒนา 5 แร่ในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะนโยบายการทำเหมืองทองคำ ว่า เรื่องเหมืองแร่เป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องลงไปดู เพราะการเสนอนโยบายทำเหมืองใดๆ ให้ ครม.อนุมัติก็ตาม หากชาวบ้านในพื้นที่ยังคัดค้านหรือชาวบ้านที่มีปัญหายังไม่ได้รับการดูแล การทำเหมืองก็จะเดินหน้าไม่ได้อยู่ดี
“อย่างการทำเหมืองทองคำ ตอนนี้เรากำลังเร่งตั้ง เร่งคุย ว่ามีข้อมูลอะไรที่คลาดเคลื่อน ข้อมูลอะไรที่ยังขาด และข้อมูลอะไรที่ต้องเพิ่มเติม เช่น ข้อพิสูจน์ผลกระทบจากการทำเหมืองทองคืออะไร ผู้ประกอบการทำตามอีไอเอหรือไม่ การระเบิดพื้นดินก็ต้องเป็นไปตามกฎไม่เกินวันละ 1 ครั้ง บ่อเก็บไซยาไนด์รั่วหรือไม่ การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเป็นอย่างไร แล้วที่ชาวบ้านไม่พอใจเป็นเรื่องอะไร ซึ่งจะต้องลงมาดูข้อเท็จจริงกัน เพราะตอนนี้ยังพูดลอยกันอยู่”
อรรชกา ย้ำว่า การทำงานของคณะกรรมการ 5 ฝ่าย คือ ผู้ประกอบการ ชาวบ้าน นักวิชาการ ทหาร และข้าราชการฝ่ายปกครองและกระทรวง ก็จะต้องเข้ามาพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบจากการทำเหมืองทองคำร่วมกัน
“จะยุติการเดินหน้านโยบายเหมืองทองหรือไม่ ก็ต้องรอจนกว่าเรื่องนี้จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เพราะมันเกี่ยวข้องโดยตรงกับนโยบายพัฒนาแร่เศรษฐกิจ 4 ชนิดตามแผนอีกด้วย เช่น โปแตช ทั้งโครงการเหมืองโปแตชอาเซียน ที่ จ.ชัยภูมิ ซึ่งเริ่มมีปัญหาขึ้นมาเหมือนกัน และเหมืองโปแตช จ.อุดรธานี ที่จะขอเข้ามาใหม่ รวมทั้งการขุดแร่ควอตซ์ ซึ่งแหล่งแร่จะอยู่ในเขตทหาร ก็ต้องดูว่ามีใครจะมาลงทุนทำโซลาร์เซลล์ และแม้ว่าเราก็อยากเห็น แต่มันไม่ง่าย และสุดท้าย คือ การถลุงแร่เหล็ก ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยาก เพราะทันทีที่มีปัญหาเรื่องทองก็ยิ่งทำให้การเดินหน้าเหล็กยาก เพราะอยู่ในพื้นที่ที่มีปัญหากับชาวบ้านเช่นกัน”
ขณะที่นโยบาย รมว.อุตสาหกรรม คนก่อน (จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช) ที่จะมีการผลักดันต่อไป อรรชกา กล่าวว่า เป็นเรื่องการจัดหานิคมอุตสาหกรรมเพื่อกำจัดกากขยะอุตสาหกรรมอันตราย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการหาแหล่งที่ตั้งที่เหมาะสม
“เราคุยกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งศึกษากันอยู่ว่านิคมฯ กำจัดกากขยะอันตรายจะตั้งอยู่ที่ใด เช่น ที่ตั้งนิคมฯ จะต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีขยะเพียงพอไม่เช่นนั้นการลงทุนก็ไม่คุ้ม และตอนนี้เราได้ปรับสัดส่วนว่า นิคมฯแห่งนี้จะกำจัดขยะอุตสาหกรรม 70% และขยะชุมชน 30% ก็ต้องเช็กแหล่งขยะว่าจะมาเผาเพียงพอไหม แต่มาตรการจัดการกากขยะให้เป็นระบบเราก็ทำอยู่ ทั้งการติดตั้งระบบซอฟต์แวร์และจีพีเอสเพื่อติดตามรถขนกากขยะ ตลอดจนความร่วมมือกับองค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (เนโดะ) ของญี่ปุ่นติดตั้งเตาเผาขยะขนาด 500 ตัน/วัน”
ส่วนงานด้านการอนุมัติใบอนุญาต อรรชกา ระบุว่า ที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ปรับปรุงกระบวนและลดเวลาการขอใบอนุญาตต่างๆลงแล้ว แต่จากนี้ไปจะกระจายงานออกใบอนุญาตให้ท้องถิ่น เช่น โรงงานเล็กๆ ที่แรงม้าต่ำ เช่น โรงอบขนมปัง จะต้องมาพิจารณาว่าจะกระจายอำนาจการอนุมัติให้กับท้องถิ่นหรือไม่ แต่ก็ต้องดูว่าท้องถิ่นรับภารกิจนี้ได้หรือไม่ด้วย
นอกจากนี้ จะมีการเร่งรัดปรับปรุงการทำงานของสำนักงาน มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เช่น ทำอย่างไรให้การกำหนดมาตรฐานต่างๆ ทำได้เร็วขึ้น การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้า
ต่างๆ ในกรอบความร่วมมืออาเซียน และนโยบายเนชั่นแนลซิงเกิ้ลวินโดว์ (National Single Window) รวมทั้งการเดินหน้าจัดทำแผนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรมทั้งเรื่องของ และนวัตกรรมในระยะ 5 ปีข้างหน้า
เหล่านี้เป็นนโยบายการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมของรมว.อุตสาหกรรม ที่ชื่อ “อรรชกา สีบุญเรือง”







