
ตั้งฮั่วเส็งจีบพันธมิตรลุยธุรกิจ
ตั้งฮั่วเส็งอ้าแขนรับพันธมิตรเสริมแกร่งก่อนปรับ 2 สาขาใหญ่ รับรถไฟฟ้าสายสีแดง
ตั้งฮั่วเส็งอ้าแขนรับพันธมิตรเสริมแกร่งก่อนปรับ 2 สาขาใหญ่ รับรถไฟฟ้าสายสีแดง
นายวิโรจน์ จุนประทีปทอง ประธานกรรมการ บริษัท สรรพสินค้า ตั้งฮั่วเส็ง ผู้บริหารห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาและมองหาพันธมิตรเข้ามาร่วมพัฒนาธุรกิจให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น เนื่องจากในอีก 1-2 ปีจากนี้บริษัทมีแผนจะปรับปรุงห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็งทั้งสองสาขา คือ บางลำพูและธนบุรี ให้ทันสมัย สวยงามและครบวงจรมากขึ้น
สำหรับสาขาที่จะเริ่มทยอยปรับปรุง คือ สาขาบางลำพู เนื่องจากปัจจุบันมีกลุ่มลูกค้าต่างชาติเข้าไปใช้บริการมากขึ้นโดยเฉพาะซูเปอร์มาร์เก็ต ดังนั้นจึงมีแผนจะเพิ่มพื้นที่ของซูเปอร์มาร์เก็ตสาขาบางลำพูให้มีขนาดมากกว่า 1,000 ตารางเมตร (ตร.ม.) จากปัจจุบันมีพื้นที่อยู่ที่ 500 ตร.ม. เบื้องต้นคาดว่าปี 2559 น่าจะเริ่มดำเนินการปรับปรุงได้
ขณะที่สาขาธนบุรีก็เตรียมแผนดำเนินการปรับปรุงครั้งใหญ่เช่นกัน เพื่อรองรับจำนวนลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น ภายหลังจากรถไฟฟ้าสายสีแดงบางซื่อ-ตลิ่งชัน และโครงการทางด่วนศรีรัชที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมและหาพันธมิตรเข้ามาร่วมธุรกิจ
“นอกจากจะมีลูกค้าต่างชาติเข้ามาใช้บริการเพิ่มแล้ว ยังมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตเริ่มเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น บริษัทจึงเล็งเพิ่มบริการใหม่ๆ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า”
นอกจากนี้ ในปีหน้าบริษัทจะกลับมาขยายสาขาร้านเก็ทอิท มินิซูเปอร์มาร์เก็ตอีกครั้ง หรือประมาณ 6 สาขา หลังจากปีนี้ชะลอการขยายสาขาใหม่ออกไป เนื่องจากเศรษฐกิจไม่เอื้อต่อการขยายธุรกิจ ส่งผลให้ปีนี้เปิดร้านเก็ทอิท มินิซูเปอร์มาร์เก็ต ได้เพียง 1 สาขา จากแผนเดิมที่คาดว่าจะเปิดทั้งหมด 6 สาขา โดยทำเลที่จะเปิดสาขายังคงเน้นไปที่ฝั่งธนบุรี เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่บริษัทมีความแข็งแกร่ง
ด้านปัจจัยลบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นยอมรับว่าส่งผลกระทบพอสมควร เห็นได้จากผลประกอบการ 9 เดือนที่ผ่านมาติดลบ 5% แต่หลังจากบริษัททำกิจกรรมการตลาดต่อเนื่องทุกเดือน และล่าสุดได้จัดกิจกรรมร้อยเรียง เคียงศิลป์ ครั้งที่ 22 ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง อีกทั้งไตรมาส 4 แนวโน้มกำลังซื้อเริ่มปรับตัวดีขึ้น คาดว่าสิ้นปีจะสามารถผลักดันให้รายได้กลับมาเติบโตเท่าปี 2557 อยู่ที่ 1,600 ล้านบาท







