posttoday
แนะรอขาย1,500

แนะรอขาย1,500

18 ตุลาคม 2558

หุ้นไทยเด่น ทรีนีตี้แนะรอขาย 1,500 ยกธนาคารได้ดีฟันด์โฟลว์ ไทยพาณิชย์ชอบ AOT

หุ้นไทยเด่น ทรีนีตี้แนะรอขาย 1,500 ยกธนาคารได้ดีฟันด์โฟลว์ ไทยพาณิชย์ชอบ AOT

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยขึ้นแรงถึง 20 จุด เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา กลยุทธ์การลงทุนขณะนี้ให้ถือหุ้นรอทยอยขายทำกำไรแถวดัชนี 1,450-1,500 จุด เพราะระดับดังกล่าวเริ่มมีราคาแพง อัตราราคาปิดต่อกำไร (พี/อี) อยู่ที่ 15.4 เท่าเทียบกำไรต่อหุ้นสิ้นปี 2558 ส่วนนักลงทุนที่ยังไม่มีหุ้นในพอร์ตแนะนำทยอยซื้อสะสมประมาณ 50-70% ของพอร์ต โดยแนะนำหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์เริ่มถูก มี พี/อี ต่ำเพียง 10.7 เท่า ปัจจุบันความเสี่ยงการปรับลงของราคาเริ่มต่ำลง

ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า ภาพรวมนักวิเคราะห์ได้ทยอยปรับประมาณการกำไรและราคาเป้าหมายของหุ้นลง  ส่วนหุ้นเป้าหมายของฟันด์โฟลว์ที่มีโอกาสกลับมาซื้อสุทธิให้หุ้นธนาคารกสิกรไทย (KBANK)  และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่จะได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลในไตรมาส 4 นี้ โดยเฉพาะบริษัทที่เน้นทำโครงการที่อยู่อาศัยราคาเฉลี่ยต่ำกว่า 3 ล้านบาท คือ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) และบริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท (PS)

นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวในงานสัมมนา MFC Finance Forum เรื่อง “Fed ขึ้นดอกเบี้ย เศรษฐกิจจีนป่วน : จะลงทุนอย่างไรดี” ว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างประเทศมีเหตุผลที่จะกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น ในขณะที่แรงขายของนักลงทุนต่างประเทศน่าจะหมดแล้ว

“ตลาดหุ้นไทยที่ราคาถูกมานาน เพราะฉะนั้นถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ของตลาดหุ้น จะทำให้ดัชนีพุ่งขึ้นได้แรงและมีโอกาสที่จะทะลุ 1,800 จุด ได้ภายในปี 2559 แต่จะไม่ยั่งยืน เพราะต้องดูด้วยว่าพื้นฐานเศรษฐกิจจะขึ้นไปรองรับหรือไม่ และกำไรบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตได้มากแค่ไหน” นายเกียรติศักดิ์ กล่าว

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในช่วงที่นักลงทุนอยากออกไปลงทุนต่างประเทศ แต่มองว่า ตอนนี้การลงทุนในตลาดหุ้นไทยดีที่สุด และแนะนำให้ลงทุนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพราะถือเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการแข่งขันมากที่สุด และบริษัทที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด คือ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) ในขณะที่หุ้นกลุ่มสายการบินยังมีความเสี่ยงเรื่องราคาน้ำมันและค่าเงิน

นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นในการประชุมปลายเดือน ต.ค.นี้ เพื่อไม่ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อเฟด เพราะนักวิเคราะห์เริ่มให้ความเห็นว่าสิ่งที่เฟดทำขัดแย้งกับข้อมูลที่เปิดเผยออกมา

“ถ้าไปขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. หรือต้นปีหน้าอาจจะมีปัญหา เพราะเข้าใกล้การเลือกตั้ง ทำให้เฟดอาจถูกกล่าวหาว่าเล่นการเมือง ซึ่งการไม่ขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะทำให้เฟดกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะที่พูดแล้วไม่ทำตามที่พูด ซึ่งต่อไปคงจะไม่มีใครเชื่อคำพูดของเฟดอีก และถ้ายิ่งชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปจะกลายเป็นความเสี่ยง เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะชะลอเพื่อรอการขึ้นดอกเบี้ย” นายกอบสิทธิ์ กล่าว

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กล่าวว่า ไม่ว่าเฟดจะปรับเพิ่มดอกเบี้ยในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้าจะมีผลไม่แตกต่างกัน เพราะในที่สุดเฟดจะต้องปรับขึ้นอย่างแน่นอน ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะไม่ลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่จะรอให้เฟดปรับดอกเบี้ยขึ้นมา ซึ่งจะทำให้ส่วนต่างจากดอกเบี้ยแคบลง

“ตอนนี้แม้ว่าตัวแปรเศรษฐกิจในสหรัฐจะดีแล้ว แต่เฟดอาจจะคิดอีกนิดหนึ่ง เพราะกังวลเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะจีน แต่ถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ยไม่มากไป ตลาดทุนจะไม่ตกใจอยู่แล้ว เพราะทุกคนเตรียมใจไว้แล้ว สำหรับเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้คงจะหวังให้เติบโต 4-5% ไม่ได้ง่าย เพราะเมื่อก่อนไทยเป็นสาวสวย แต่ตอนนี้โทรมไปนิด เพราะฉะนั้นคงจะโตได้ 3-3.5% ซึ่งก็เพียงพอที่จะทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตได้” นายสมบัติ กล่าว

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีต รมว.พลังงานและกรรมการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี กล่าวว่า ขณะนี้วัฏจักรเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ช่วงโตช้าและจีนก็คงจะชะลอตัว โดยลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเหลือ 5-6% ซึ่งจะช่วยประคองเศรษฐกิจโลกต่อไปได้

“ถ้าโลกเป็นแบบนี้ ประเทศไทยสามารถประคองตัวได้ 3-4% ต่อปีก็ถือว่าเก่งมากแล้ว และไม่ว่าจะเป็นข่าวการปรับดอกเบี้ยของเฟดหรือเศรษฐกิจจีน ก็อย่าไปตื่นเต้นมาก เพราะเชื่อว่าทั้งสองประเทศจะสามารถดูแลเศรษฐกิจของตัวเองและรับผิดชอบไม่ให้โลกผันผวนมากเกินไป” นายณรงค์ชัย กล่าว

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน