
แนะรอขาย1,500
หุ้นไทยเด่น ทรีนีตี้แนะรอขาย 1,500 ยกธนาคารได้ดีฟันด์โฟลว์ ไทยพาณิชย์ชอบ AOT
หุ้นไทยเด่น ทรีนีตี้แนะรอขาย 1,500 ยกธนาคารได้ดีฟันด์โฟลว์ ไทยพาณิชย์ชอบ AOT
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยขึ้นแรงถึง 20 จุด เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา กลยุทธ์การลงทุนขณะนี้ให้ถือหุ้นรอทยอยขายทำกำไรแถวดัชนี 1,450-1,500 จุด เพราะระดับดังกล่าวเริ่มมีราคาแพง อัตราราคาปิดต่อกำไร (พี/อี) อยู่ที่ 15.4 เท่าเทียบกำไรต่อหุ้นสิ้นปี 2558 ส่วนนักลงทุนที่ยังไม่มีหุ้นในพอร์ตแนะนำทยอยซื้อสะสมประมาณ 50-70% ของพอร์ต โดยแนะนำหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์เริ่มถูก มี พี/อี ต่ำเพียง 10.7 เท่า ปัจจุบันความเสี่ยงการปรับลงของราคาเริ่มต่ำลง
ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า ภาพรวมนักวิเคราะห์ได้ทยอยปรับประมาณการกำไรและราคาเป้าหมายของหุ้นลง ส่วนหุ้นเป้าหมายของฟันด์โฟลว์ที่มีโอกาสกลับมาซื้อสุทธิให้หุ้นธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่จะได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลในไตรมาส 4 นี้ โดยเฉพาะบริษัทที่เน้นทำโครงการที่อยู่อาศัยราคาเฉลี่ยต่ำกว่า 3 ล้านบาท คือ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) และบริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท (PS)
นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวในงานสัมมนา MFC Finance Forum เรื่อง “Fed ขึ้นดอกเบี้ย เศรษฐกิจจีนป่วน : จะลงทุนอย่างไรดี” ว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างประเทศมีเหตุผลที่จะกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น ในขณะที่แรงขายของนักลงทุนต่างประเทศน่าจะหมดแล้ว
“ตลาดหุ้นไทยที่ราคาถูกมานาน เพราะฉะนั้นถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ของตลาดหุ้น จะทำให้ดัชนีพุ่งขึ้นได้แรงและมีโอกาสที่จะทะลุ 1,800 จุด ได้ภายในปี 2559 แต่จะไม่ยั่งยืน เพราะต้องดูด้วยว่าพื้นฐานเศรษฐกิจจะขึ้นไปรองรับหรือไม่ และกำไรบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตได้มากแค่ไหน” นายเกียรติศักดิ์ กล่าว
นายเกียรติศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในช่วงที่นักลงทุนอยากออกไปลงทุนต่างประเทศ แต่มองว่า ตอนนี้การลงทุนในตลาดหุ้นไทยดีที่สุด และแนะนำให้ลงทุนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพราะถือเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการแข่งขันมากที่สุด และบริษัทที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด คือ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) ในขณะที่หุ้นกลุ่มสายการบินยังมีความเสี่ยงเรื่องราคาน้ำมันและค่าเงิน
นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นในการประชุมปลายเดือน ต.ค.นี้ เพื่อไม่ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อเฟด เพราะนักวิเคราะห์เริ่มให้ความเห็นว่าสิ่งที่เฟดทำขัดแย้งกับข้อมูลที่เปิดเผยออกมา
“ถ้าไปขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. หรือต้นปีหน้าอาจจะมีปัญหา เพราะเข้าใกล้การเลือกตั้ง ทำให้เฟดอาจถูกกล่าวหาว่าเล่นการเมือง ซึ่งการไม่ขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะทำให้เฟดกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะที่พูดแล้วไม่ทำตามที่พูด ซึ่งต่อไปคงจะไม่มีใครเชื่อคำพูดของเฟดอีก และถ้ายิ่งชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปจะกลายเป็นความเสี่ยง เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะชะลอเพื่อรอการขึ้นดอกเบี้ย” นายกอบสิทธิ์ กล่าว
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กล่าวว่า ไม่ว่าเฟดจะปรับเพิ่มดอกเบี้ยในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้าจะมีผลไม่แตกต่างกัน เพราะในที่สุดเฟดจะต้องปรับขึ้นอย่างแน่นอน ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะไม่ลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่จะรอให้เฟดปรับดอกเบี้ยขึ้นมา ซึ่งจะทำให้ส่วนต่างจากดอกเบี้ยแคบลง
“ตอนนี้แม้ว่าตัวแปรเศรษฐกิจในสหรัฐจะดีแล้ว แต่เฟดอาจจะคิดอีกนิดหนึ่ง เพราะกังวลเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะจีน แต่ถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ยไม่มากไป ตลาดทุนจะไม่ตกใจอยู่แล้ว เพราะทุกคนเตรียมใจไว้แล้ว สำหรับเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้คงจะหวังให้เติบโต 4-5% ไม่ได้ง่าย เพราะเมื่อก่อนไทยเป็นสาวสวย แต่ตอนนี้โทรมไปนิด เพราะฉะนั้นคงจะโตได้ 3-3.5% ซึ่งก็เพียงพอที่จะทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตได้” นายสมบัติ กล่าว
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีต รมว.พลังงานและกรรมการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี กล่าวว่า ขณะนี้วัฏจักรเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ช่วงโตช้าและจีนก็คงจะชะลอตัว โดยลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเหลือ 5-6% ซึ่งจะช่วยประคองเศรษฐกิจโลกต่อไปได้
“ถ้าโลกเป็นแบบนี้ ประเทศไทยสามารถประคองตัวได้ 3-4% ต่อปีก็ถือว่าเก่งมากแล้ว และไม่ว่าจะเป็นข่าวการปรับดอกเบี้ยของเฟดหรือเศรษฐกิจจีน ก็อย่าไปตื่นเต้นมาก เพราะเชื่อว่าทั้งสองประเทศจะสามารถดูแลเศรษฐกิจของตัวเองและรับผิดชอบไม่ให้โลกผันผวนมากเกินไป” นายณรงค์ชัย กล่าว







